
ชะตากรรมของลุงตู่ (2)
ลุงตู่พูดออกมาแล้ว “ผมสนใจการเมือง”
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
ลุงตู่พูดออกมาแล้ว “ผมสนใจการเมือง”
คำนี้มีผู้ที่นำไปตีความอย่างลึกซึ้งอยู่หลายท่าน เช่น รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก และ รศ.ดร.วีระศักดิ์ เครือเทพ ที่ได้ให้ความเห็นไว้ในรายการวิทยุรายการหนึ่งเมื่อเช้าวันพุธ โดยได้ตีความในทำนองคล้ายๆ กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ คงต้องการที่จะอยู่ในอำนาจต่อไป แต่คงไม่ลงเลือกตั้ง โดย ดร.เจษฎ์ เชื่อว่า คสช.ได้ปูทางไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 นั้นอย่างเด่นชัด โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาล ที่ในวาระแรก (ที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความแล้วว่าคือช่วง 5 ปีแรก) ให้มี สว.250 คน ที่สามารถร่วมเสนอชื่อและลงคะแนนเสียงตั้งนายกรัฐมนตรีได้ด้วย ทั้งนี้แผนการนี้ได้ส่งสัญญาณออกมาอย่างเด่นชัด ภายหลังที่มีการล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่มีอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่าง ถึงขั้นที่อาจารย์บวรศักดิ์ได้บ่นออกมาดังๆ ว่า “ท่านอยากอยู่ยาว” ซึ่งคำว่า “ท่าน” ในที่นี้ ดร.เจษฎ์ ตีความว่าคือ คสช.นั่นเอง
สำหรับ ดร.วีระศักดิ์ ได้ตีความในประเด็นนี้ว่า “อาจจะไม่มีเลือกตั้ง” โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ยังคงเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ทั้งนี้ การที่ พล.อ.ประยุทธ์ พูดว่า “ผมสนใจการเมือง” แทนที่จะพูดว่า “ผมจะเล่นการเมือง” นั้นย่อมมีนัยต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ตกลงใจที่จะเล่นการเมือง ก็คือต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือต้องได้รับการยอมรับ (เสนอชื่อ) จากสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎร แต่นี่ใช้แค่คำว่า “สนใจ” จึงเป็นนัยว่าอาจจะไม่มีการเลือกตั้ง และไม่ต้องมีสภาผู้แทนราษฎร เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ สามารถที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยวิธีการอื่นก็ได้
สำหรับเหตุผลที่ว่าทำไมจึงจะยังไม่มีการเลือกตั้งนั้น ดร.วีระศักดิ์ อธิบายว่า คสช.ยังไม่มีความมั่นใจในเสียงที่จะมาสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎร ว่าพรรคการเมืองที่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ นั้นจะได้คะแนนเป็นเสียงข้างมากหรือไม่ โดยดูจากความไม่ชัดเจนของการก่อตั้งพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะได้เป็นพรรคใหญ่และได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่
สำหรับตัวผู้เขียนได้เคยเขียนไว้อย่างชัดเจนในคอลัมน์นี้เมื่อสักสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วว่า ในวันที่ท่านประกาศจุดยืน ท่านจะต้อง “เซย์เยส” คือตอบตกลงที่จะอยู่ในอำนาจทางการเมืองนี้ต่อไป โดยเชื่อว่าเพื่อให้มีความสง่างามและมีความชอบธรรม ท่านจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนราษฎรนั้นให้เด็ดขาด เพื่อไม่ให้ฝ่ายต่อต้านที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรนำไปขยายผล “แหวกแผล” ส่งผลต่อภาวะการนำของ พล.อ.ประยุทธ์ และเสถียรภาพของรัฐบาล และถ้าหากมีคะแนนเสียงก้ำกึ่งกันแล้ว คสช.ก็จะ “อยู่ลำบาก” เพราะเมื่อประกาศตัวจะเป็นนายกรัฐมนตรีในระบอบรัฐสภาแล้ว แต่ไม่ได้รับฉันทานุมัติเป็นเสียงข้างมากจากรัฐสภา โดยเฉพาะจากสภาผู้แทนราษฎรผู้เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทยอย่างแท้จริง จึงน่าจะหมดสิ้นความสง่างามในฐานะ “นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากประชาชน” และน่าจะหมดสิ้นความชอบธรรม ในฐานะ “ผู้นำที่ได้อำนาจมาเพราะเขียนกฎหมายเอาเอง”
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็เชื่อว่า น่าจะยังต้องมีการเลือกตั้งในปีหน้านี้อย่างแน่นอน ดังที่ได้อธิบายไว้แล้วเช่นกันว่า “พล.อ.ประยุทธ์ โดนบีบ” โดยเฉพาะแรงบีบจากกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนคุณประยุทธ์ เพราะยิ่งคุณประยุทธ์ “หน่วงรั้ง” การเลือกตั้งออกไป บรรดากลุ่มการเมืองที่จัดตั้งขึ้นมาแล้วและที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นมา ก็จะ “ขาดหัว” ในการนำการเลือกตั้ง อย่างน้อยประเด็นหนึ่งที่กลุ่มการเมืองเหล่านั้นจะใช้หาเสียงได้ก็คือ “ให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปเพื่อปฏิรูปประเทศไทยให้สมบูรณ์” นอกเหนือจากแรงบีบในกองทัพที่ต้องการจะให้ทหารเข้าร่วมรักษาความสงบสุขของประเทศ ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง โดยให้นายทหารเหล่านี้เข้าไปอยู่ในวุฒิสภาที่ คสช.จะเป็นผู้คัดสรร เอาไว้คอยค้ำจุน “ปกป้อง” รัฐบาล
แต่เหนืออื่นใด แรงบีบที่ผู้เขียนเชื่อว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลหากไม่มีการเลือกตั้งในปีหน้านี้ก็คือ “แรงบีบจากคนที่ต้องการเลือกตั้ง” เพราะพวกเขาจะเอาประเด็นที่ คสช.ไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น “ไปโพนทะนา” สร้างความมัวหมองให้กับคณะทหารมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น นำไปตอกย้ำในระดับนานาชาติว่า รัฐบาลทหารนี้ขาดความน่าเชื่อถือ ถ่วงรั้งประชาธิปไตย และจำกัดสิทธิมนุษยชน หรือนำไป “เป่าหู” บรรดาคนที่รักลุงตู่และสนับสนุนทหารว่า “ไม่แน่จริง ไม่แมน ไม่เอาไหน” ที่ไม่กล้าจัดให้มีการเลือกตั้ง เพราะถ้าทหารแน่จริงและมั่นใจว่าคนไทยรักลุงตู่เป็นจำนวนมาก ก็ควรที่จะจัดการเลือกตั้งขึ้นพิสูจน์ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะประสบความพ่ายแพ้ เพราะผลแพ้ชนะเป็นธรรมดาของทุกการแข่งขัน อย่างที่ “แมน” หรือ “สุภาพบุรุษ” เขากระทำกัน
ผู้เขียนนึกถึงนิทานเด็กเรื่องหนึ่ง ที่เทวดาตนหนึ่งเสวยสุขอยู่บนสวรรค์มานานเป็นหมื่นๆ ปี วันหนึ่งหัวหน้าเทวดาบอกให้ลงไปที่โลกมนุษย์ ไปช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากความเดือดร้อน เทวดาตนนั้นก็นั่งก้อนเมฆลงไป แต่แล้วก็กลับขึ้นมาบนสวรรค์อีก โดยบอกว่าไม่แน่ใจว่าจะมีอันตรายบนโลกมนุษย์อะไรหรือไม่







