
จับตาปฏิรูปกฎหมาย ดัน‘กัญชา’โตหลักล้านล.
ตลาด “กัญชา” กำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่น่าจับตามอง
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
ตลาด “กัญชา” กำลังกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่น่าจับตามอง และมีแนวโน้มว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็วหากมีการแก้กฎหมายให้สามารถใช้ได้อย่างถูกกฎหมาย โดย โคเวน แอนด์ โค บริษัทที่ปรึกษาด้านการเงิน เปิดเผยว่า การใช้กัญชาเพื่อสันทนาการในสหรัฐคาดว่าจะกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.94 แสนล้านบาท) ในปี 2016 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตมากกว่า 7 เท่า มาอยู่ที่ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.61 ล้านล้านบาท) ในปี 2026 โดยผู้ใช้กัญชาใช้จ่ายเงินในการบริโภคกัญชาอย่างถูกกฎหมายเฉลี่ยคนละ 647 ดอลลาร์/ปี (ราว 2.09 หมื่นบาท)
ทั้งนี้ สหรัฐมีกฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการใน 9 รัฐ และกรุงวอชิงตัน ดีซี แต่ยังไม่มีกฎหมายรับรองการใช้ในระดับรัฐบาลกลาง โดยศาลรัฐบาลกลางสหรัฐได้ปฏิเสธการอนุมัติกฎหมายอนุญาตใช้สารแคนนาบีดอล (ซีบีดี) เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่แคนาดาผ่านกฎมายให้ใช้กัญชาเพื่อสันทนาการได้แล้ว โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือน ต.ค.นี้
ขณะเดียวกัน ตลาดสารซีบีดี ซึ่งเป็นสารสกัดจากกัญชาที่ไม่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท กำลังเป็นอุตสาหกรรมที่น่าจับตามองไม่น้อย โดยมาร์ติน เอ ลี ผู้อำนวยการของโปรเจกต์ซีบีดี เว็บไซต์ที่ศึกษาเรื่องซีบีดี และประโยชน์ซีบีดี คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมซีบีดีในสหรัฐจะมีมูลค่ากว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 3.23 หมื่นล้านบาท)
บริษัทเอกชนชื่อดังหลายแห่งแสดงความสนใจการพัฒนาเครื่องดื่มมีส่วนผสมซีบีดี เช่น โคคา-โคลา ผู้ผลิตเครื่องดื่ม ที่เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ว่ากำลังศึกษานำซีบีดีมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ซึ่งจะเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เป็นส่วนหนึ่งของแผนขยายไลน์ธุรกิจเครื่องดื่มของโคคา-โคลา
ขณะที่ ลากูนิตัส ผู้ผลิตเบียร์ในสหรัฐ ซึ่งเป็นของไฮเนเก้น บริษัทเบียร์รายใหญ่ ได้เปิดตัวเบียร์ไร้แอลกอฮอล์ที่มีส่วนผสมของสารทีเอชซี หรือสารสำคัญในกัญชาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเริ่มวางขายในสถานที่จัดจำหน่ายกัญชาในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ ซึ่งอนุญาตให้ใช้กัญชาทั้งการแพทย์ และสันทนาการได้อย่างถูกกฎหมาย
ด้าน คอนสเตลเลชั่น แบรนด์ส เจ้าของเบียร์แบรนด์ “โคโรน่า” และเหล้าวอดก้าแบรนด์ “สเวดก้า” ได้ลงทุน 4,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.29 แสนล้านบาท) เพิ่มหุ้นในแคนโนปี โกรว์ธ ผู้ผลิตกัญชาเพื่อการแพทย์ในแคนาดา เมื่อเดือน ส.ค.
ทั้งนี้ ซีบีดีได้รับความสนใจเป็นครั้งแรกในปี 2013 เมื่อซีเอ็นเอ็นรายงานว่า นายแพทย์สันชัย คุปตา ในสหรัฐ ใช้ซีบีดีรักษาเด็กหญิงอายุ 5 ขวบ ชื่อ ชาร์ลอตต์ ให้หายจากโรคลมชัก ซึ่งทำให้ชาร์ลอตต์ที่มีอาการชักกว่า 300 ครั้ง/สัปดาห์ และต้องเข้ารับการรักษาฉุกเฉินเป็นประจำ
แม้ว่าการใช้กัญชารักษาโรคให้เด็กอายุน้อยจะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดการโต้แย้งอย่างกว้างขวางในช่วงแรก แต่การใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ก็เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว โดยล่าสุด ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีปิตุภูมิอังกฤษ ได้ประกาศเมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมาว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในอังกฤษสามารถสั่งจ่ายผลิตภัณฑ์กัญชาที่มีสรรพคุณรักษาโรค แก้จากเดิมที่อังกฤษจัดให้กัญชาเป็นยาควบคุมภายใต้พระราชบัญญัติการใช้ยาผิดวัตถุประสงค์ ปี 1971
เอเชียเริ่มเคลื่อนไหว
ทั้งนี้ เอเชียยังเป็นทวีปที่ไม่มีกฎหมายอนุญาตใช้กัญชาทั้งในด้านการแพทย์ และสันทนาการ แต่ไทยกำลังอยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายให้ถอดกัญชาออกจากยาเสพติดประเภท 5 เพื่อการใช้กัญชาในการแพทย์
ขณะที่ ซาเวียร์ จายากุมาร รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรน้ำ ที่ดิน และธรรมชาติ มาเลเซีย เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมาเลเซียได้มีการพูดคุยอย่างคร่าวๆ เกี่ยวกับการใช้กัญชาทางการแพทย์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับมาเลเซีย ประเด็นการใช้กัญชาทางการแพทย์เกิดขึ้นหลังศาลตัดสินประหารชีวิตชายชาวมาเลย์ ในฐานผลิต ครอบครอง และแจกจ่ายน้ำมันกัญชา แม้จะยืนยันว่านำกัญชาไปใช้ในการแพทย์ก็ตาม ก่อนที่นายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด เปิดเผยว่า ศาลควรพิจารณาคำตัดสินประหารชีวิต และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกัญชา
อย่างไรก็ดี ซาเวียร์ เปิดเผยว่า ความท้าทายของมาเลเซีย คือ การร่างกฎหมายที่สามารถจำแนกกัญชาเพื่อการแพทย์และการใช้ในวัตถุประสงค์อื่นๆ ให้ชัดเจน ขณะที่กระทรวงสุขภาพ ซึ่งมีอำนาจสูงสุดเกี่ยวกับประเด็นนี้ ยังไม่มั่นใจเรื่องสรรพคุณทางการแพทย์ของกัญชา เพราะยังไม่มีหลักฐาน
นอกจากนี้ การผลักดันกฎหมายอนุญาตใช้กัญชายังเผชิญอุปสรรคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากหลายชาติมีการปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด และมีโทษรุนแรงถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งส่วนมากยังเหมารวมกัญชาว่าเป็นสารเสพติดเหมือนกับสารต่างๆ เช่น โคเคน
ก่อนหน้านี้ อินโดนีเซียได้รับเสียงวิจารณ์จากต่างชาติอย่างหนักสำหรับการประหารชีวิตผู้ค้ายาเสพติด เช่นเดียวกับฟิลิปปินส์ ซึ่งทำสงครามยาเสพติดตามแผนของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เต จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4,000 คน นับตั้งแต่ดูเตอร์เตขึ้นสู่ตำแหน่ง







