posttoday
อุปสรรคเอสเอ็มอี ขาดหลักทรัพย์-ไม่ทำบัญชี

อุปสรรคเอสเอ็มอี ขาดหลักทรัพย์-ไม่ทำบัญชี

29 กันยายน 2561

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยการสำรวจ “การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี”

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยการสำรวจ “การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี” พบว่า ส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงสินเชื่อ เหตุไร้หลักทรัพย์-บัญชี พร้อมทั้งมีความกังวล ปี 2562 ข้อกำหนดทำบัญชีเดียวฉุดเข้าไม่ถึงสินเชื่อ 
 
ธนวรรธน์ พลวิชัย รองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัย และผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยการสำรวจหัวข้อ “การเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs ไทย” พบว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการขอสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่อง 56.23% ยื่นขอจากธนาคารพาณิชย์ 41.21% ธนาคารของรัฐ 30.80% เอสเอ็มอีมองว่าเศรษฐกิจจะฟื้นตัวและขยายตัวมากขึ้นปี 2562 ความต้องการสินเชื่อจึงเพิ่มขึ้น จึงต้องปรับตัวทั้งการผลิตและเทคโนโลยี
 
ธนวรรธน์ กล่าวว่า ผู้ประกอบการกังวลว่า ปี 2562 ถึงกำหนดต้องจัดทำบัญชีเดียวเพื่อขอสินเชื่อ จึงเป็นข้อกังวลของผู้ประกอบการรายเล็ก แต่ในส่วนของเอสเอ็มอีพร้อมพัฒนาปรับบัญชีให้มีมาตรฐาน การทำบัญชีเดียวซึ่งมีผลต่อการขอสินเชื่อในอนาคตนั้น พบว่าเอสเอ็มอีขนาดเล็กไม่ทำบัญชีถึง 10.95% ขณะที่เอสเอ็มอีที่ไม่ใช่นิติบุคคลไม่ทำบัญชีถึง 12.10% เนื่องจากลืม ไม่มีเวลาทำบัญชี มองว่าไม่ได้เอาไปใช้อะไร เสียเวลาจัดทำ ไม่รู้ว่าทำบัญชีอย่างไร และเอกสารไม่ครบถ้วน
 
ในปี 2562 กำหนดว่ากระบวนการเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอีจำเป็นต้องใช้บัญชีชุดเดียวประกอบการพิจารณาสินเชื่อและสามารถดูย้อนหลัง 3 ปีเป็นอย่างน้อย หากเป็นการขอสินเชื่อใหม่ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี 63% พร้อมจัดทำบัญชี มองว่ามีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อรวดเร็ว มีประโยชน์ต่อธุรกิจทั้งปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งมาตรการและความช่วยเหลือจากภาครัฐที่เอสเอ็มอีต้องการ คือ การให้ความรู้/สอนทำบัญชีเดียว ลดขั้นตอนการทำบัญชีให้สะดวกมากขึ้น และบริการจัดทำบัญชีเดียวให้โดยไม่ต้องจ้างเอกชน     
 
สำหรับ ความต้องการสินเชื่อและการเข้าถึงสินเชื่อนั้น เอสเอ็มอีรายย่อย 24.61% บอกว่าเคยยื่นขอสินเชื่อ ส่วน 75.39% บอกว่าไม่เคยยื่น เนื่องจากส่วนใหญ่ 44.11% คิดว่ายังไงก็ไม่ได้รับการอนุมัติ ส่วนสาเหตุที่สถาบันการเงินในระบบไม่อนุมัติสินเชื่อให้นั้น เหตุผลหลักเกิดจากหลักทรัพย์ที่ค้ำมีมูลค่าน้อย หรือไม่มีหลักทรัพย์ค้ำ ไม่มีประวัติการชำระเงิน และไม่มีการทำบัญชี เป็นต้น 
 
กรณีรัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุน SMEs พบว่า ธุรกิจขนาดกลางจะมีโอกาสเข้าถึงอย่างมาก 28.2% ส่วนธุรกิจขนาดเล็ก อยู่ที่ 16.9% ส่วนทัศนะต่อความสามารถในการเข้าถึงนโยบายและมาตรการของภาครัฐในการปล่อยสินเชื่อนั้น กลุ่มระบุว่า “มาก” จำนวน 29.35% ส่วนที่ระบุว่า “ปานกลาง น้อย และไม่มีโอกาสเลย” รวมกันถึง 70.64% สาเหตุ คือ ไม่รู้เงื่อนไข 42.14% คิดว่าเป็นธุรกิจขนาดเล็กไม่น่าจะผ่าน 28.05% ไม่มีความเคลื่อนไหวของเงินในบัญชี 25.35% ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน 19.13% ไม่มีคนค้ำประกัน 16.67% ไม่ทราบว่าจะติดต่อที่ใด 10.92% และไม่มีความรู้ในการทำบัญชี 3.64%
 
ส่วนมาตรการหรือความช่วยเหลือจากภาครัฐที่ต้องการได้รับนั้น ได้แก่ ลดขั้นตอนการทำเอกสารที่มีจำนวนค่อนข้างมาก อนุมัติเร็วขึ้นและง่ายขึ้น ลดค่าธรรมเนียมและเงื่อนไขข้อจำกัดต่างๆ มีหน่วยงานที่ให้ข้อมูลชัดเจนและเข้าใจ รวมถึงลดดอกเบี้ยการกู้ ขณะที่ข้อเสนอที่ต้องการได้รับจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ เอสเอ็มอีแบงก์ ได้แก่ อนุมัติสินเชื่อวงเงินสูง ลดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และลดข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ
 
มงคล ลีลาธรรม กรรมการผู้จัดการ ธพว. กล่าวว่า จากผลสำรวจดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่มีกว่า 3 ล้านราย โอกาสเข้าถึงสินเชื่อยากกว่าขนาดกลาง รวมถึงยังมีความต้องการให้การเข้าถึงสินเชื่อสะดวกยิ่งขึ้น และธนาคารของรัฐจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน เพื่อให้เอสเอ็มอีนึกถึงเป็นอันดับแรกเมื่อต้องการกู้เงิน
 
ดังนั้น เอสเอ็มอีแบงก์ได้ยกระดับการทำงานเชิงรุกเป็นฝ่ายเดินเข้าไปอำนวยสินเชื่อให้แก่ผู้ประกอบการผ่านแพลตฟอร์ม SME D Bank แอพพลิเคชั่นบริการครบวงจรเพื่อเอสเอ็มอีไทย ทำงานควบคู่กับหน่วยบริการเคลื่อนที่ “รถม้าเติมทุน ส่งเสริม SMEs ไทย ฉับไว ไปถึงถิ่น” ทั้งนี้ จะเสนอ ครม.ตั้งกองทุนดูแลคนทำบัญชีปี 2562

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน