
ความเป็นไปไม่ได้ที่เป็นไปได้
ประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีมานี้มักมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นเสมอ
โดย ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ประเทศไทยในช่วง 10-20 ปีมานี้มักมีเรื่องเหลือเชื่อเกิดขึ้นเสมอ แบบที่ไม่น่าเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปแล้ว ยิ่งถ้าเกิดในยุค ‘90 อย่างผมน่าจะยิ่งรับรู้ถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี
ยกตัวอย่างง่ายๆ เป็นเรื่องใกล้ตัว เช่น การเดินทาง คนกรุงเทพฯ ในยุคของผมเวลาจะไปไหนทีก็ต้องโหนรถเมล์อย่างเดียว
บ้านผมอยู่ฝั่งธนบุรี วันไหนต้องไปทำธุระแถวสยาม แทบไม่ต่างอะไรกับไปต่างจังหวัดไกล เพราะต้องนั่งรถเมล์ ต่อเรือ และต่อรถเมล์อีกครั้ง กว่าจะถึงสยามเล่นเอาเหงื่อเปียกไปทั้งตัวเลยทีเดียว
แต่เดี๋ยวนี้ลองดูสิ จะไปไหนก็แสนสบาย เพราะมีรถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดินเป็นตัวช่วย เดินทางไปกลับใช้เวลาไม่ถึง 30 นาที แม้อาจจะมีบางวันที่รถไฟฟ้าจะขัดข้อง แต่ก็พอจะอดทนถูๆ ไถๆ กันไปได้
คนที่เกิดมาในยุคที่ลืมตาแล้วเห็นรถไฟฟ้าแล้ว คงนึกภาพไม่ออกเช่นกันว่าในสมัยที่ กทม. มีแต่รถเมล์นั้นเป็นอย่างไร
หรืออย่างอีกเรื่องที่ผมเห็นเป็นความเป็นไปไม่ได้ที่เป็นไปได้ คือ การเปลี่ยนผ่านของวงการเพลง
ในอดีตคนฟังเพลงจะรู้จักสองค่ายยักษ์ใหญ่เป็นอย่างดี ค่ายหนึ่งอยู่แถวสุขุมวิท อีกค่ายอยู่แถวลาดพร้าว ถ้าเปรียบเป็นฟุตบอลก็เหมือนกับทีมลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ทุกเดือนทั้งสองค่ายจะนำเพลงของศิลปินในสังกัดมาวางขายแข่งกัน บางอัลบั้มขายได้หนึ่งล้านหรือสองล้านตลับ จำนวนยอดขายเทปสำหรับผมแล้วมีความหมายมากกว่า “ยอดวิว” ทุกวันนี้เสียอีก
เพราะการที่คนคนหนึ่งจะควักเงินซื้อเทปเพลงราคาตลับประมาณ 80-105 บาท ต้องมาจากความรักและความชอบในศิลปินคนนั้นอย่างแท้จริง
ผิดกับยอดวิวที่จำนวนหนึ่งน่าจะมาจากการเปิดผ่านๆ และเลื่อนไปเท่านั้น ลองคิดดูยอดขายหนึ่งล้านตลับ ตลับละประมาณ 100 บาท คิดเป็นจำนวนเงินได้ร่วมๆ 100 ล้านบาท กันเลยทีเดียว
มาวันนี้ คำว่า ค่ายเพลง แทบจะไม่มีความหมาย ศิลปินจำนวนไม่น้อยที่เคยดังมาในอดีต วันนี้กลายเป็นศิลปินอิสระที่มีต้นทุนมากพอในการผลักดันให้ตัวเองโลดแล่นอยู่ในวงการเพลงได้อย่างต่อเนื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น ศิลปินที่เคยอยู่ต่างค่ายที่ผมติดตามผลงานมาเป็น 10 กว่าปี และคิดว่าคงไม่มีวันที่ทั้งคู่จะมาจับไมค์ร้องเพลงด้วยกัน ปรากฏว่ามากอดคอร้องเพลงกันเฉยเลย
ศิลปินที่ผมกล่าวถึงนั้น คือ เจ เจตรินและ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง วันก่อนเพิ่งไปเปิดคลิปในยูทูบได้เห็นทั้งสองท่านร้องและเต้นด้วยกันในเวทีคอนเสิร์ตเดียวกัน
ทั้ง เจ-ทัช ต่างเป็นเจ้าพ่อเพลงแดนซ์ต่างค่าย ความดังสูสีพอกัน ยอดขายและจำนวนแฟนเพลงใกล้เคียงกัน ซึ่งคนฟังเพลงในยุคนั้น รวมทั้งผม คิดว่าคงไม่มีทางหรอกที่ทั้งสองคนจะดวลท่าเต้นบนเวทีเดียวกัน แต่สุดท้ายก็เป็นไปแล้ว
ศิลปินอีกคู่ที่แฟนเพลงเคยคิดว่าไม่น่าจะมีผลงานร่วมกัน แต่มาวันนี้กลับมีผลงานออกมาแล้ว คือ “โจอี้ บอย” และ “ขันเงิน ไทยเทเนียม”
ล่าสุดผมเพิ่งเปิดฟังเพลง “เอาป่ะ” ที่ทั้งคู่แร็ปใส่กัน ผมเองไม่ได้เป็นแฟนเพลงสายฮิปฮอป แต่ก็โตมากับเพลงของทั้งสองท่าน ซึ่งเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่ทำให้เพลงแร็ปเป็นที่รู้จักในเมืองไทย
คนหนึ่งก่อร่างสร้างค่าย “ก้านคอคลับ” อีกคนหนึ่งเป็นผู้เริ่ม “ไทเทเนียม” อย่างที่บอกต่างคนต่างดังและมีชื่อเสียงพอกัน ได้รับยกย่องและนับถือจากแฟนเพลงในระดับไล่ๆ กัน และก็ไม่คิดว่าทั้งสองคนจะได้ทำงานร่วมกัน แต่ ณ วันนี้เป็นไปแล้ว
อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง คนร่วมสมัยอาจจะรู้สึกใจหายไม่น้อย เพราะการเดินทางของเวลาเดี๋ยวนี้มันรวดเร็วเสียเหลือเกิน ผมเคยคิดย้อนกลับไปสมัยตัวเองเป็นนักเรียน ทำไมตอนนั้นแต่ละวันมันผ่านไปช้าเสียเหลือเกิน ต่างจากวันนี้อย่างลิบลับ
พอกลับมาคิดอีกที เวลามันก็เดินทางด้วยระดับความเร็วปกติเหมือนเดิม มีแต่เราที่คิดไปเองว่าเวลาเดินช้าหรือเดินเร็ว ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าเรามองดูเวลาจากจุดไหน
ที่สุดแล้ว ต่อให้อะไรเปลี่ยนแปลง แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไป คือ สายน้ำไม่เคยไหลย้อนกลับ และต้องปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 







