posttoday
หุ้นโรงไฟฟ้าปลอดภัยหากดัชนีปรับฐาน

หุ้นโรงไฟฟ้าปลอดภัยหากดัชนีปรับฐาน

22 กันยายน 2561

ดัชนีหุ้นไทยพุ่งขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ

โดย ไม่บายไล
 
ดัชนีหุ้นไทยพุ่งขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางตลาดหุ้นต่างประเทศ โดยเฉพาะดาวโจนส์ที่พุ่งขึ้นร้อนแรง คลายความกังวลเรื่องสงครามการค้า และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า ส่งผลให้เงินบาทไทยแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งจะหนุนให้เงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยดันดัชนีหุ้นไทยยืนเหนือ 1,750 จุด
 
อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง เหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากการเก็งกำไรในส่วนของตราสารอนุพันธ์ผ่านบล็อกเทรด รวมไปถึงธุรกรรมในตราสาร DW ซึ่งได้เงียบหายไปในช่วงดัชนีตลาดหุ้นที่ซบเซาลง ดังนั้นในการลงทุนนักลงทุนจะต้องระมัดระวัง 
 
ณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ บอกว่า การที่ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 3 วัน ทำการเริ่มเห็นสัญญาณหนึ่งที่เราเริ่มไม่สบายใจและต้องเตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังในการลงทุนเพราะหุ้นขึ้น ส่วนหนึ่งเกิดจากแรงเก็งกำไรในตราสารจำพวก Single Stock Futures (SSF) ผ่านธุรกรรมบล็อกเทรด รวมไปถึงธุรกรรมในตราสาร DW ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เงียบหายไปก่อนหน้านี้นับตั้งแต่ตลาดมีการปรับฐานในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเพียงแค่ระยะเวลา 3 วันที่ผ่านมานั้น ระดับ Open Interest ของตราสาร SSF ดังกล่าวปรับตัวสูงขึ้นแล้วกว่า 2.25 แสนสัญญา พร้อมกับปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องกับมูลค่าการซื้อสุทธิของกลุ่มนักลงทุน Prop Trade ที่เริ่มมีการขยับขึ้นสะท้อนว่าการเปิดสถานะใหม่นั้นเป็นการเปิดสถานะ Long ส่วนใหญ่
 
“ธุรกรรมบล็อกเทรด เริ่มกลับมามีความนิยมแม้ว่าจะเป็นผลดีต่อดัชนีในระยะสั้น แต่ในท้ายที่สุด หากดัชนีขาดปัจจัยหนุน หรือเกิดปัจจัยเสี่ยงรอบใหม่จนทำให้ดัชนีย่อตัวลง อาจทำให้นักลงทุนทยอยปิดสถานะในตราสาร SSF จนทำให้เกิดแรงขายในลักษณะ Momentum Selling คล้ายๆ กับช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.ได้อีกครั้ง เพราะแรงขายที่เกิดจากการทำธุรกรรมลักษณะนี้จะทำให้ราคาหุ้นผันผวนรุนแรงมาก”
 
ทั้งนี้ 3 วันที่ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น อยากแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังหุ้นที่มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นของ Open Interest ซึ่งได้แก่ บางกอก เชน ฮอสปิทอล (BCH) ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ซีเค เพาเวอร์ (CKP) เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เซ็นทรัลพัฒนา (CPN) ไออาร์พีซี (IRPC) อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) เกียรตินาคิน (KKP) แอลพีเอ็น (LPN) ปตท. (PTT) สิงห์เอสเตท (S) สามารถ คอร์ปอเรชั่น (SAMART) ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA) เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA)
 
นอกจากนี้ หุ้นที่มีธุรกรรมผ่านตราสาร DW ฝั่ง Call เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีสำคัญในช่วง 3 วันที่ผ่านมา เช่น SUPER BEAUTY RS TOP PTG เป็นต้น โดยหากต้องการเข้าซื้อหุ้นเหล่านี้ มองว่าอาจรอให้ราคามีการย่อตัวก่อนค่อยเข้าสะสม น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ปลอดภัยกว่า
 
กลยุทธ์การลงทุนในเดือนนี้ มีกรอบแนวรับที่ 1,700 จุด และ 1,670 จุด และกรอบแนวต้านที่ 1,740 จุด และ 1,770 จุด หากดัชนีปรับตัวขึ้นต่อไปที่แนวต้านสำคัญที่ 1,770 จุด มองเป็นโอกาสในการลดพอร์ตการลงทุน
 
บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้ลงทุนในหุ้นโรงไฟฟ้า เพราะหากหุ้นปรับฐานลงจะทำให้นักลงทุนปลอดภัยเพราะหุ้นเหล่านี้ยังมีโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจที่สูงมาก และโอกาสเปิดประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ หรือ IPP และขนาดเล็ก (SPP) ใหม่ๆ ดูจะน้อยลง เพราะอุตสาหกรรมอยู่ภาวะล้นตลาด ขณะที่การเข้าแข่งขันของผู้ประกอบการรายกลาง-เล็กมากขึ้น ทำให้ผลตอบแทนการลงทุนโครงการ (IRR) ลดลงเหลือ 10% หรือต่ำกว่า เทียบกับอดีตที่เคยอยู่สูงถึง 15-20% ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าประเภท IPP หรือ SPP ที่มีแบ็กล็อกรออยู่แล้ว ยังมีแนวโน้มธุรกิจที่เติบโตต่อไปได้ ดังจะเห็นได้จากราคาหุ้นในกลุ่มนี้ปรับขึ้นได้ต่อเนื่องในระยะนี้ ในกลุ่มนี้ชอบ บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) ให้ราคาเหมาะสม 32 บาท และบ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ราคาเหมาะสม 30 บาท
 
สำหรับ BPP มีแนวโน้มกำไรจะทำสถิติสูงสุดในช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการทยอยรับรู้โครงการต่างๆ ในมือกว่า 669 เมกะวัตต์ รอทยอยจำหน่ายเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2561-2566 โดยคาดกำไรสุทธิปี 2561 และปีหน้าจะเติบโต 16.3% และ 23.6% ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ BPP ยังอยู่ระหว่างการศึกษาโครงการพลังงานทดแทนใหม่ๆ ในภูมิภาคเอเชีย ถือเป็นโอกาสที่จะสร้างการเติบโตส่วนเพิ่มในอนาคต ราคาปัจจุบันมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก16.5% และมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยราว 3%
 
ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน การเติบโตเริ่มน้อยลงจากโอกาสการขยายกำลังการผลิตที่ลดลง ทำให้มีการลดระดับพี/อี ลงจากที่เคยซื้อขายกันบนพี/อีสูงๆ กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บีซีพีจี (BCPG) เพาเวอร์ โซลูชั่น เทคโนโลยี (PSTC) เด็มโก้ (DEMCO) และทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) ในปี 2561 คาดจะเติบโตกว่า 39.6% และเติบโต 44% ในปี 2562 แต่เกิดจาก TPIPP ส่วนระยะสั้นคาดกำไรปกติกลุ่มฯ งวดไตรมาส 3 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาส 2 และเริ่มทรงตัวในไตรมาส 4

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า