
‘เอไอเอส’เน้นแข่งที่บริการ
เอไอเอสมองหลังซิมดีแทคไม่ดับ เน้นแข่งที่ความเชื่อมั่นครึ่งปีหลังเน้นทำให้ได้ ARPU
เอไอเอสมองหลังซิมดีแทคไม่ดับ เน้นแข่งที่ความเชื่อมั่นครึ่งปีหลังเน้นทำให้ได้ ARPU เฉลี่ยเพิ่มขึ้นและเพิ่มอัตราใช้เน็ตบ้าน
นายศิรภพ ปภัทธนนันท์ นักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์เซอร์วิส (ADVANC) เปิดเผยถึงกรณีที่ศาลปกครองคุ้มครองลูกค้า บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ชั่วคราวหลังคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ จะสิ้นสุดสัมปทานวันที่ 15 ก.ย.นี้ ว่า ทางบริษัทไม่ได้รับประโยชน์เพราะซิมไม่ได้ดับก็จะกลับไปสู่การมุ่งเน้นการให้บริการที่หลากหลายทั้งด้านเนื้อหาและเรื่องของแบรนด์ ซึ่งผลจะแตกต่างหากเกิดซิมดับเกิดขึ้นอาจทำให้มีลูกค้าที่ได้ย้ายค่ายมาใช้บริการเอไอเอสเพิ่มขึ้นได้
สำหรับแผนการดำเนินงานในครึ่งปีหลัง บริษัทจะเน้นการทำให้รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 258 บาท เป็นเติมเงิน 138 บาท และรายเดือน 574 บาท โดยพยายามที่จะทำให้การกำหนดราคาขั้นต่ำแบบลิมิเต็ดลดลง โดยพยายามที่จะกำหนดสเปกและใช้กลยุทธ์ขายเนื้อหาบนแพลตฟอร์มเพื่อให้ได้ ARPU อยู่ที่600 บาท ขณะที่มองว่าอุตสาหกรรมก็มองการปรับตัวไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งเชื่อว่าแนวโน้มลูกค้าใหม่มีความต้องการเปลี่ยนจากเติมเงินมาใช้เป็นรายเดือนมากขึ้น เพราะต้องการใช้ข้อมูลออนไลน์มากขึ้น
นายศิรภพ กล่าวต่อว่า เป้าหมายการเติบโตของรายได้ปีนี้ที่ 5-7% จากเดิมมอง 7-8% ซึ่งครึ่งปีแรกมีการเติบโตที่ 4.9% รวมถึงงบลงทุนลดลงมาอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับลดลงมาตั้งแต่งบไตรมาส 2 ออกมา ส่วนอัตรากำไรก่อนหักภาษีดอกเบี้ยและค่าเสื่อมราคา (อีบิตดามาร์จิ้น) จะอยู่ที่ 45-47%
ขณะเดียวกัน ยังคาดว่าจำนวนลูกค้าใช้อินเทอร์เน็ตบ้านภายในสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 8 แสนราย จากปัจจุบันทำได้6.23 แสนราย โดยบริษัทพยายามที่จะเพิ่มอัตราการใช้งานในพื้นที่ที่มีการขยายครอบคลุมไปแล้วมากกว่า 50 เมืองใหญ่แล้ว โดยในระยะ 3-4 เดือนนี้จะยังไม่มีการขยายพื้นที่เมืองใหม่ ซึ่งปัจจุบันอัตราการใช้เฉลี่ยอยู่ที่ 40% และไตรมาส 2 ที่ผ่านมา มีลูกค้าใหม่เพิ่มเข้ามา 5-6 หมื่นราย
อย่างไรก็ดี ตอนนี้บริษัทยังไม่มีแผนงานหรือการลงทุนเพื่อรองรับการขยายไปลงยังระบบ 5จี เนื่องจากยังต้องมีนโยบายที่ชัดเจนก่อนว่าจะมีการประมูลคลื่นแบบไหนบ้าง แต่เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 2.5-3 หมื่นล้านบาท
ขณะเดียวกัน ตอนนี้ยังไม่ต้องมีการปรับแผนโครงสร้างทางการเงินแต่อย่างใด ซึ่งปัจจุบันมีหนี้ทั้งหมดประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นหนี้ที่มีการคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 75% และดอกเบี้ยที่มีการยืดหยุ่นตามตลาดอยู่ที่ 25% โดยต้นทุนการเงินเฉลี่ยรวมจะอยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งถ้าอนาคตจะมีการใช้เงินลงทุนหรือชำระค่าสัมปทานก็สามารถปรับโครงสร้างทางการเงินได้
อย่างไรก็ตาม ในปี 2563 บริษัทจะมีการชำระค่าสัมปทานจำนวนทั้งหมด 6.3 หมื่นล้านบาท ส่วนปีนี้มีการชำระค่าสัมปทานจำนวน 2.1 หมื่นล้านบาท โดยชำระไปแล้วกว่า 1.55 หมื่นล้าน ยังเหลืออีก 6,500 ล้านบาท ที่บริษัทเพิ่งชนะการประมูลใบอนุญาตคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์มา โดยกำหนดจ่ายเงินในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ซึ่งก็มีเม็ดเงินพร้อมจ่าย







