
ศก.ไทยโตแรงต่อเนื่อง50ปี
แมคคินซีย์ชี้ไทยติด 1 ใน 7 ประเทศขยายตัวแกร่งตลอด 50 ปี
แมคคินซีย์ชี้ไทยติด 1 ใน 7 ประเทศขยายตัวแกร่งตลอด 50 ปี ด้านกลุ่มอาเซียนขยายตัวแกร่งสุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ 71 ประเทศ
สถาบันวิจัย แมคคินซีย์ โกลบอล อินสติติวท์ (เอ็มจีไอ) เปิดเผยรายงานภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ 71 ประเทศ นับตั้งแต่ปี 1965 พบว่า ไทยติด 1 ใน 7 ประเทศเศรษฐกิจขยายตัวแข็งแกร่งระยะยาว โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี 3.5% ตลอดช่วง 50 ปีที่ผ่านมา
รายงานระบุว่า เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียนเติบโตแซงหน้าประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ 71 ประเทศ โดย 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ติดกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขยายตัวโดดเด่นระยะยาว (Long-term outperformer) ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา ขณะที่ เวียดนาม กัมพูชา ลาว และเมียนมา อยู่ในกลุ่มประเทศโดดเด่นหน้าใหม่ (Recent outperformer) ที่เศรษฐกิจขยายตัวเฉลี่ย 5% ต่อปี ตลอดช่วง 20 ปี
สำหรับปัจจัยหนุนการเติบโตต่อเนื่องมาจากการใช้นโยบายกระตุ้นศักยภาพการผลิต ซึ่งนำไปสู่การขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจตามมา โดยรายงานระบุว่า ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง ศักยภาพการผลิตปรับตัวขึ้นเฉลี่ย 4.1% ต่อปี ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่ 0.8%
ทั้งนี้ การขยายตัวของศักยภาพการผลิต ส่งผลให้กำลังซื้อของประชากรในประเทศเพิ่มขึ้น โดยในกลุ่ม 7 ประเทศเติบโตโดดเด่น ค่าแรงที่แท้จริงปรับขึ้นเฉลี่ย 4.6% ต่อปี
ขณะเดียวกัน การสะสมทุนภายในประเทศ ซึ่งเกิดจากการลงทุนและการออมเงิน ช่วยให้เศรษฐกิจเติบโต 3.8% ต่อปี ระหว่างปี 1990-2015 โดยในกลุ่ม 7 ประเทศ การลงทุนคิดเป็นสัดส่วนเฉลี่ยที่ 30% ต่อจีดีพี สูงกว่าประเทศอื่นๆ ในรายงานที่ 13%
นอกจากนี้ การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการแข่งขันทางธุรกิจเป็นอีกปัจจัยสำคัญสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ โดยรายงานระบุว่า สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียนนั้น รายได้จากบริษัทขนาดใหญ่คิดเป็นสัดส่วน 37% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ที่ 28%
สำหรับในไทย รายได้ของเอกชนขนาดใหญ่คิดเป็น 58% ของจีดีพี อยู่ที่ทั้งหมด 2.37 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.7 ล้านล้านบาท) ช่วงปี 1995-2016 โดยกลุ่มธุรกิจพลังงานและวัสดุพื้นฐานมีสัดส่วนรายได้ต่อจีดีพีมากที่สุด เฉลี่ยที่กว่า 10%
อย่างไรก็ดี แมคคินซีย์ ระบุว่า ในการรักษาการขยายตัวแข็งแกร่งในอนาคต กลุ่มอาเซียนยังต้องแก้ไขปัญหาความไม่เท่าเทียมด้านรายได้ภายในประเทศ อีกทั้งต้องเตรียมมาตรการรับมือความเสี่ยงทางการค้า และต้องเร่งนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) มาช่วยยกระดับศักยภาพการผลิต
“การต้องเร่งกระตุ้นศักยภาพการผลิต รวมถึงแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้และความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ คือสิ่งสำคัญที่กลุ่มประเทศอาเซียนควรทำ เพื่อให้สามารถรักษาระดับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่ง” นายโอลิเวอร์ ทอนบี หุ้นส่วนบริหารและประธานแมคคินซีย์ ประจำเอเชีย กล่าว
นายทอนบี เสริมว่า การเปลี่ยนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เพียงพอยังช่วยหนุนเศรษฐกิจได้ด้วยเช่นกัน โดยหากอาเซียนสามารถดำเนินการดังกล่าวได้ทั้งหมด คาดว่าจะช่วยให้จีดีพีของอาเซียนทั้งหมดขยายตัวขึ้น 2 เท่า ไปอยู่ที่ 5 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 162 ล้านล้านบาท) ในอีก 15 ปีข้างหน้า







