
สวนสัตว์ที่ผมเคยไป
ตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆ การไปสวนสัตว์เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก
โดย เอกศาสตร์ สรรพช่าง
1.ตอนเป็นเด็กตัวเล็กๆ การไปสวนสัตว์เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก คนรุ่นสมัยผมโตมากับรายการ “ซิงเกอร์ เวิลด์” หรือ “สัตว์โลกน่ารัก” ทางช่อง 7 สี การได้เห็นสัตว์ตัวเป็นๆ จากที่เคยดูแต่ในจอเป็นการผจญภัยเล็กๆ ของเด็กไทยโดยแท้
สมัยก่อนไม่ได้คิดอะไรครับ ไปเห็นสัตว์แปลกๆ ก็ดีใจ แต่พอโตขึ้นเรื่อยๆ มีโอกาสได้ไปดูสวนสัตว์ของบ้านอื่นเมืองอื่นเขา ความรู้สึกเปลี่ยนไปมาก รู้เลยว่าสวนสัตว์บ้านเราดูจะเป็นสถานที่ทารุณสัตว์ มากกว่าจะส่งเสริมให้คนรู้สึกเข้าใจ เอ็นดู หรือได้เรียนรู้จากการที่เห็นสัตว์อยู่อาศัยแบบใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด
ผมไปเขาดินครั้งล่าสุดเมื่อราวสองปีที่แล้ว พาหลานๆ ไปเที่ยว เลยยิ่งไม่ชอบสวนสัตว์เข้าไปใหญ่ คราวนี้สวนสัตว์อนุญาตให้สินค้าเข้าไปใช้เครื่องขยายเสียงในสวนสัตว์ เปิดลำโพงเสียงดังมาก เรียกว่าดังไปหลายคุ้งหลายแควก็น่าจะได้ ขนาดคนที่ประสาทหูไม่ไวเท่าสัตว์ยังรำคาญสุดๆ แล้วสัตว์จะทรมานขนาดไหน
เข้าใจครับว่าสวนสัตว์ต้องหารายได้ แต่สวนสัตว์ไม่ใช่สถานที่ “ทั่วไป” มันเป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก สัตว์แต่ละตัวที่อาศัยในสวนสัตว์มีความจำเพาะ มีความแตกต่างกันสูง จะทำอะไรก็ต้องคิดถึงสมาชิกที่อยู่ร่วมกันให้มาก ไม่ใช่ว่าทำอะไรก็ได้โดยไม่นึกถึงคุณภาพชีวิตของสมาชิก
ลองจินตนาการถึงบ้านหลังหนึ่งที่มียายนอนป่วยเป็นอัมพาตอยู่ แต่หลานดันเปิดเพลงลั่นบ้าน มันน่าจะทรมานไม่น้อย ไม่มีเสรีภาพแล้วยังไม่มีคุณภาพในชีวิตที่ดีอีก
มันสะท้อนว่าสังคมเราไม่มีความเข้าใจและไม่ได้ปลูกฝังให้พลเมืองมีจิตสำนึกทางสังคม คิดว่าเรื่องเหล่านี้เล็กน้อยเกินกว่าจะมองว่าสำคัญ ทว่าเรื่องเล็กๆ เหล่านี้แหละที่จะเป็นสิ่งบ่มเพาะให้เด็ก ตระหนักถึงหน้าที่ของความเป็นคน ว่าเราไม่ควรเห็นแก่ตัวมากจนเกินไป
ย้อนกลับไปดูประวัติการเปิดสวนสัตว์บนโลก เริ่มต้นมาตั้งแต่สมัยอียิปต์ แต่ว่าแพร่หลายจริงๆ ในยุโรปเมื่อศตวรรษที่ 15 สมัยนั้นเรียกว่า Royal Menageries มีการจัดกรงสัตว์ต่างๆ กลืนไปกับสวนในราชวังของกษัตริย์ สัตว์ส่วนใหญ่เป็นของบรรณาการจากเมืองขึ้น บ้างก็ได้จากการล่าสัตว์
แต่องค์ความรู้เรื่องการจัดการสวนสัตว์จริงๆ เพิ่งเริ่มต้นเมื่อศตวรรษที่ 19 นี้เอง ก่อนหน้านั้นเราก็เลี้ยงแบบตามมีตามเกิด เพราะความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมสัตว์ในสวนสัตว์มีน้อยมาก
ภายหลังความคิดเรื่องสวนสัตว์ ถูกขยายออกมาเป็นธุรกิจละครสัตว์ ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งละครสัตว์แบบคาราวานเร่ไปตามเมืองต่างๆ ละครสัตว์ที่แสดงอยู่ตามโรงละครหรือคาเฟ่ เหล่านี้ยิ่งทำให้คุณภาพชีวิตของสัตว์แย่ไปอีก
ปัจจุบันต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิของการมีชีวิตอยู่ ธุรกิจเหล่านี้ก็เริ่มไม่ได้รับความนิยม ละครสัตว์หายไปเยอะมาก เพราะมีการทำ Social Sanction ของหลายส่วน
ประเทศที่มีการพัฒนาเรื่องประชาธิปไตยสูง และให้ความสำคัญเรื่องสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ก็ให้ความสำคัญกับสัตว์ในระดับที่เข้มข้นเรื่อยๆ ความคิดเรื่องการกักขังสัตว์เปลี่ยนไป
กรณีหนึ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นไม่นานมานี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เช่น เปลี่ยนการออกแบบกล่องขนมของแครกเกอร์ยี่ห้อบาร์นุมส์ (Barnum’s Crackers) ของสหรัฐ ซึ่งแต่เดิมใช้รูปสัตว์ที่ถูกขังอยู่ในกรงมาร้อยกว่าปี ให้เป็นรูปสัตว์ที่อยู่อย่างอิสระในป่า
เนื่องจากทางบริษัทได้รับคำแนะนำจากองค์กร PETA ว่าไม่อยากส่งเสริมให้ผู้บริโภคมีทัศนคติเรื่องการขังสัตว์ในกรง หรือการส่งเสริมภาพของการกักขังสัตว์ไว้ในกรงเล็กๆ ว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ บริษัทเห็นดีเห็นงามด้วย ซึ่งเปลี่ยนแล้วปรากฏว่ายอดขายดีขึ้น และแถมได้พื้นที่ประชาสัมพันธ์ไปฟรีๆ
เรื่องนี้ยังรวมไปถึงเรื่องของการรณรงค์ไม่ให้ใช้สัตว์ในการทดลองในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง มีการออกมารณรงค์และประกาศจุดยืนเรื่องนี้อย่างจริงจัง และกลายเป็นเครื่องมือทางการตลาดอย่างหนึ่งที่ผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี
2.ผมเคยไปสวนสัตว์ทั้งที่ซิดนีย์ สิงคโปร์ แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น เคนยา เท่าที่ไปมาเกือบทุกแห่ง ให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีของสัตว์ แต่ก็มีบางที่ที่ยังเอาสัตว์มาแสดง และบางแห่งจัดแสดงสัตว์เมืองหนาวในเมืองร้อน ซึ่งผมว่ามันไม่โอเค แต่ก็มีความพยายามทำให้ดีที่สุด
สวนสัตว์หลายแห่งพยายามเปลี่ยนการสื่อสารใหม่ว่า สวนสัตว์สมัยนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับสันทนาการเป็นหลัก
แต่ถือว่าเป็นสถาบันวิจัยหรือแหล่งศึกษาเรียนรู้โลกของคนที่สนใจ สร้างความเข้าใจใหม่ๆ ให้เด็กๆ ว่า มาสวนสัตว์ก็ต้องเคารพสิทธิของสัตว์ ซึ่งสวนสัตว์ในประเทศไทย ในความคิดของผมไม่มีที่ไหนที่ทำได้ใกล้เคียงเลย
ไทยมีความรู้เรื่องการจัดการสวนสัตว์น้อยมาก สาขาสัตวศาสตร์ที่เปิดสอนเรื่องนี้ก็น้อย สารคดีหรือสื่อของไทยที่สนใจจะทำเรื่องสัตว์ก็น้อย
สรุปคือเราขาดแคลนทั้งสื่อที่ช่วยเสี้ยมเราให้เข้าใจเรื่องสิทธิของสัตว์ ขณะเดียวกันเรื่องสิทธิของสัตว์ก็ไม่เคยมีอยู่จริงในสังคมไทย
หลายปีก่อนผมเคยอ่านในนิตยสารสารคดี นึกไม่ออกว่าใครพูดไว้ แต่เนื้อความบอกไว้ประมาณว่า
“ตราบใดที่เรื่องของคนยังไม่ได้ถูกวางไว้บนโต๊ะ อย่าหวังเลยว่าสิทธิของสัตว์จะถูกเหลียวแลจากชนชั้นปกครอง”
เจ็บแต่จริง และคิดว่าประเทศนี้ต้องใช้เวลาอีกนานมาก เอาแค่เรื่องสิทธิและหน้าที่ของพลเมืองยังไม่ถูกสอนในโรงเรียนของรัฐจริงๆ จังๆ ก็ท่าจะจริง เพราะทุกวันนี้ขนาดสิทธิของประชาชน เรามีแต่ก็ยังใช้ไม่ได้เลย
ผมหวังว่าการเคลื่อนย้ายสัตว์ที่เขาดิน ทุกตัวจะได้ไปครบ เดินทางอย่างปลอดภัย ไม่มีตัวไหนเจ็บ ไม่มีตัวไหนตายและได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าเดิม เป็นกำลังใจให้ครับ
เราต่างก็อยู่ในกรงเหมือนกัน เผลอๆ กรงของเราก็อาจโหดร้ายไม่ต่างกัน







