
นางกีสาโคตมี 2018
เหตุการณ์เขื่อนแตก น้ำท่วมหนักในแขวงอัตตะปือและแขวงจำปาสัก สปป.ลาว
โดย พระครูปลัดสุวัฒนวชิรคุณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดยานนาวา
เหตุการณ์เขื่อนแตก น้ำท่วมหนักในแขวงอัตตะปือและแขวงจำปาสัก สปป.ลาว ซึ่งเกิดจากการที่เขื่อนเซเปียน เซน้ำน้อย ได้เกิดรอยแตกบริเวณสันเขื่อนทำให้มวลน้ำทะลักออกมาเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและผู้สูญหาย ประชาชนกว่า 1,000 ครอบครัวไร้ที่อยู่อาศัย หลายครอบครัวพลัดพรากจากกัน
คณะสงฆ์ไทย โดยฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม (มส.) ลงพื้นที่ถวายเครื่องสมณบริโภคและช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ซึ่งผู้เขียนได้เดินทางไปร่วมเยียวยาในครั้งนี้ด้วย เช้าวันที่สองในการเยียวยา มีเสียงโยมผู้หญิงวัยแม่คน ตะโกนก้องในใจว่า “อาจารย์เอ่ย...หมดแล้วมือตีนชีวิตขะน้อยไปหมดแล้ว” ขะน้อยได้ตักบาตรทำบุญให้ลูกหลาน เขาไปหมดแล้ว ขะน้อยทำบุญไปเขาจะได้รับไหมหนอญาครู
นาทีนั้นผู้เขียนยืนนิ่งฟังเสียงหัวอกแม่ประเสริฐแท้ แม้จะพลัดพรากจากลูก 3 หลาน 7 แรมเดือน ที่ผันผ่าน สายน้ำพัดไปคงเหลือแต่ความทุกข์ที่ขังนองในใจแม่ สิ่งที่โหยหาเรียกกลับคืนคือบุญกุศลที่ตักบาตรทุกเช้า และเอาข้าวน้ำวางข้างทางเรียกลูกหลานกิน หวังใจเพียงว่าลูกหลานจะอิ่มสบาย ถึงแม้ตายแต่ใจยังผูกพัน ดังโบราณว่า “ตัดบัวยังเหลือเยื่อใย ตัดใจจากลูกหลาน ตัดแขนตัดขายังง่ายกว่า” เราชาวพุทธไม่ทิ้งกัน รักษาใจเด้อโยม ไม่มีอะไรสูญเปล่า ในการสูญเสีย การพลัดพรากจากคนรักเป็นทุกข์อย่างยิ่ง
ดังในสมัยพุทธกาล พระกีสาโคตมีเถรี เดิมมีชื่อว่า กีสา เพราะรูปร่างผอมบาง ส่วนโคตมีเป็นชื่อโคตร (ตระกูล) นางเป็นธิดาของตระกูลที่เก่าแก่ตระกูลหนึ่งในกรุงสาวัตถี
วันหนึ่งนางเดินไปที่ตลาดได้เหลือบไปเห็นพ่อค้าคนหนึ่งนำเอาทองมากองไว้ นั่งเฝ้าดังหนึ่งจะขายให้แก่คนทั่วไป นางจึงเข้าไปถามด้วยคำว่า “คุณพ่อ คนอื่นเขาขายผ้า ขายน้ำผึ้ง น้ำอ้อย เป็นต้น แต่ทำไมคุณพ่อนำทองมาขาย” ด้วยคำพูดของนางทำให้พ่อค้าที่ถูกเรียกว่า “คุณพ่อ” ตื่นเต้นเป็นการใหญ่ เนื่องจากพ่อค้าคนนี้เดิมเป็นเศรษฐีในเมืองสาวัตถี จู่ๆ วันหนึ่งทองที่มีทั้งหมดได้กลายเป็นถ่าน ซึ่งอาจเกิดจากผลแห่งบาปกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งของเศรษฐีเอง จึงสร้างความตกใจและความโศกเศร้าแก่เศรษฐีเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเพื่อนเศรษฐีที่รู้เรื่องราวก็พากันมาปลอบโยนและแนะนำให้เศรษฐีให้ลองเอาถ่านทั้งหมดไปกองไว้ที่ตลาดที่คนเดินผ่านไปมา หากคนที่ผ่านไปมามองเห็นว่าเป็นถ่าน จะพูดอย่างไรก็ไม่ต้องไปสนใจ แต่เผื่อมีใครสักคนมองเห็นแล้วพูดว่าทอง ก็ให้คนคนนั้นจับถ่านเหล่านี้ แล้วถ่านก็อาจกลายเป็นทองได้
เศรษฐีจึงได้ทำตามคำแนะนำของเพื่อน เมื่อนางกีสาโคตมีมาพบและพูดทักว่า ทำไมเอาทองมากองดังหนึ่งจะขายดังกล่าวมาข้างต้น เศรษฐีจึงมีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งจึงให้นางลองหยิบให้ดู เมื่อนางหยิบถ่านขึ้นมาก้อนหนึ่ง ถ่านก็กลายเป็นทองจริงๆ และเมื่อนางหยิบก้อนถ่านทั้งหมด ก้อนถ่านเหล่านั้นก็กลายเป็นทองตามเดิม เศรษฐีรู้ว่านางยังไม่แต่งงาน จึงไปสู่ขอพ่อแม่ของนางให้แต่งงานกับบุตรชายของตนและรับนางมาอยู่ที่ตระกูลสามี
อยู่มาไม่นาน นางก็ให้กำเนิดบุตรน่ารักคนหนึ่ง ยังความปลาบปลื้มแก่สมาชิกในตระกูลเป็นอย่างยิ่ง แต่อยู่ได้ไม่นานบุตรน้อยของนางก็เสียชีวิตกะทันหัน นางร่ำไห้เสียใจเป็นอย่างมากจนสติฟั่นเฟือนคล้ายคนบ้า ไม่ยอมให้ใครเผาศพลูกชาย คิดเข้าข้างตัวว่าลูกชายของตนยังไม่ตาย เพียงสลบไปเท่านั้น มิไยใครเขาจะบอกว่าลูกของนางตายแล้วก็ไม่ฟัง
นางเที่ยวเสาะหาคนที่จะสามารถรักษาลูกชายของนางให้กลับฟื้นได้ จนมีผู้แนะนำให้นางไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อให้พระพุทธองค์รักษา นางดีใจเป็นอย่างยิ่งจึงได้อุ้มศพบุตรชายรีบไปเฝ้าพระพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน นอกเมืองสาวัตถี
เมื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว นางได้กราบทูลให้พระพุทธองค์รักษาบุตรน้อย พระพุทธองค์ตรัสให้นางไปเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาสักกำมือหนึ่ง และเมล็ดพันธุ์ผักกาดนั้นจะต้องเอามาจากบ้านเรือนที่ไม่มีใครตาย เมื่อได้มาแล้วพระองค์จะทำยาให้ นางกีสาโคตมีอุ้มลูกน้อยไปเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทั่วทุกครัวเรือน ไม่ได้แม้แต่เมล็ดเดียว เนื่องจากแต่ละครัวเรือนก็มีคนตายมาแล้วทั้งสิ้น
จนในที่สุดนางก็ได้สติกลับคืนมาและคิดได้ว่าความตายนั้นไม่ใช่ตายเฉพาะลูกเราคนเดียว คนอื่นก็ตายด้วย สักวันหนึ่งเราเองก็จะต้องตายเหมือนกัน ความตายเป็นสัจจะแห่งชีวิต สิ่งใดมีการเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็มีการแตกดับไปในที่สุด เมื่อคิดได้ดังนี้ แสงสว่างแห่งปัญญาก็โพลงขึ้นกลางใจ ความเศร้าโศกที่แบกรับมาจนหนักอึ้งก็ผ่อนคลายเบาบาง จิตใจสดชื่น โปร่งโล่งสบาย นางจัดการเผาศพลูกชายตนเอง แล้วเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า







