posttoday
ดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์

ดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์

09 กันยายน 2561

ช่วงสัปดาห์นี้ ดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์ กำลังจะเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์และใกล้มากที่สุด

โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด 

ช่วงสัปดาห์นี้ ดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์ กำลังจะเคลื่อนเข้าใกล้ดวงอาทิตย์และใกล้มากที่สุด เป็นดาวหางซึ่งอาจจะไม่เป็นที่รู้จักหรือพูดถึงกันมากนัก เนื่องจากไม่สว่างพอจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ดาวหางดวงนี้ก็มีความน่าสนใจตรงที่เป็นดาวหางคาบสั้นที่มีวงโคจรเฉียดใกล้วงโคจรของโลก เป็นดาวหางต้นกำเนิดของฝนดาวตกมังกร ซึ่งเห็นได้ในต้นเดือน ต.ค. เคยก่อให้เกิดพายุฝนดาวตกในปี 1933 และ 1946

ดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์ มีชื่ออย่างเป็นทางการในบัญชีดาวหางว่า 21 พี/จาโกบีนี-ซินเนอร์(21P/Giacobini-Zinner) ตัวอักษร P แสดงว่าเป็นดาวหางรายคาบ ใช้กับดาวหางที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ด้วยคาบน้อยกว่า 200 ปี ตัวเลข 21 แสดงว่าเป็นดาวหางรายคาบลำดับที่ 21 ในบัญชี ค้นพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 1900 โดย มีแชล จาโกบีนี นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส อันเป็นที่มาของชื่อดาวหาง ส่วนซินเนอร์มาจากชื่อสกุลของ เอินส์ ซินเนอร์ นักดาราศาสตร์ชาวเยอรมัน ซึ่งรายงานการค้นพบดาวหางในปี 1913

ดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์โคจรรอบดวงอาทิตย์ในวงโคจรรูปวงรีที่มีความรีสูง วงโคจรในปัจจุบันมีภาวะเยื้องศูนย์กลางเท่ากับ 0.71 (ค่านี้เท่ากับ 0 สำหรับวงกลม และเท่ากับ 1 สำหรับพาราโบลา) คาบการโคจรยาวนาน 6.5 ปี มีจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ห่างดวงอาทิตย์ 1.013 หน่วยดาราศาสตร์ (หน่วยดาราศาสตร์คือระยะทางเฉลี่ยระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ ซึ่งมีค่าประมาณ 149.6 ล้านกิโลเมตร) จุดนี้จึงอยู่ห่างจากวงโคจรของโลกไม่มากนัก ระนาบวงโคจรเอียงทำมุม 32 องศากับระนาบวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์

ผลการคำนวณวงโคจรหลังการค้นพบเมื่อปี 1900 ทำให้ทราบว่าเป็นดาวหางรายคาบ นักดาราศาสตร์พยากรณ์ว่าดาวหางดวงนี้จะผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์อีกครั้งในปี 1907 แต่ดาวหางอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดีสำหรับการสังเกตจากพื้นโลก ทำให้ไม่มีรายงานการพบเห็น จากนั้นคาดว่าดาวหางดวงนี้จะกลับมาในปี 1914 แต่ปรากฏว่านักดาราศาสตร์ชาวเยอรมันได้พบดาวหางดวงหนึ่งในเดือน ต.ค. 1913 ซึ่งมีวงโคจรใกล้เคียงกัน แสดงว่าเป็นดาวหางดวงเดียวกัน จึงทำให้ทราบว่าวงโคจรที่คำนวณได้ในตอนแรกมีความคลาดเคลื่อน พยากรณ์วันที่ดาวหางจะผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ผิดไปถึง 6 เดือน การค้นพบครั้งที่ 2 ทำให้ดาวหางได้รับการตั้งชื่อตามผู้ค้นพบทั้งสองคน

การปรากฏของดาวหางในปี 1946 โดดเด่นที่สุดนับตั้งแต่ค้นพบ ปีนั้นดาวหางผ่านใกล้โลกที่สุดในปลายเดือน ก.ย. ด้วยระยะห่าง 0.256 หน่วยดาราศาสตร์ หรือประมาณ 38 ล้านกิโลเมตร มีความสว่างที่โชติมาตร 6-7 หรือใกล้เคียงขีดจำกัดของการมองเห็นด้วยตาเปล่าของคนสายตาปกติ นับว่าสว่างที่สุดนับตั้งแต่ค้นพบ

ดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์มีวงโคจรซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ใกล้วงโคจรของโลกและอีกส่วนหนึ่งอยู่ใกล้วงโคจรของดาวพฤหัสบดี ทำให้ดาวหางผ่านใกล้โลกและดาวพฤหัสบดีหลายครั้ง การผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดีซึ่งมีมวลมาก ทำให้วงโคจรของดาวหางถูกรบกวนจากแรงโน้มถ่วง การเข้าใกล้ในเดือน ม.ค. 1958 ทำให้จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดลดลงและคาบสั้นลงเล็กน้อย ขณะที่การเข้าใกล้ในเดือน ก.ย. 1969 ทำให้จุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ห่างออกไปและคาบยาวนานขึ้นเล็กน้อย

สำหรับนักดาราศาสตร์ ปีนี้เป็นปีที่ดีสำหรับการสังเกตดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์ เนื่องจากดาวหางจะผ่านจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดในวันที่ 10 ก.ย. และใกล้โลกที่สุดในวันเดียวกัน โดยอยู่ห่างโลก 0.392 หน่วยดาราศาสตร์ หรือประมาณ 59 ล้านกิโลเมตร มีความสว่างที่โชติมาตร 7-8 ไม่สว่างพอจะเห็นด้วยตาเปล่า และสังเกตได้ยากสำหรับคนทั่วไป ดาวหางปรากฏให้เห็นได้ในกล้องสองตาและกล้องโทรทรรศน์ โดยต้องสังเกตจากสถานที่ซึ่งท้องฟ้าเปิด ไม่มีเมฆหมอกบัง และท้องฟ้ามืด ไม่มีแสงไฟรบกวน

สัปดาห์นี้ดาวหางเคลื่อนอยู่ในกลุ่มดาวสารถี มุ่งหน้าไปยังกลุ่มดาวคนคู่ สังเกตได้ดีตั้งแต่ราวตี 2 เป็นต้นไป โดยดาวหางอยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้สนใจสามารถทราบตำแหน่งที่แน่นอนของดาวหางซึ่งเปลี่ยนแปลงไปทุกวันได้จากโปรแกรมจำลองท้องฟ้าอย่าง Stellarium (stellarium.org)

หลังจากปีนี้ ดาวหางจาโกบีนี-ซินเนอร์จะผ่านใกล้ดาวพฤหัสบดีในเดือน ก.พ. 2029 ซึ่งจะทำให้วงโคจรของดาวหางถูกรบกวนจนจุดใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุดอยู่ห่างออกไปมากขึ้น และคาบการโคจรก็จะยาวขึ้นอีก โดยเพิ่มเป็น 6.7 ปี การคำนวณล่วงหน้าไปในอนาคตพบว่าดาวหางจะเข้าใกล้โลกมากเป็นพิเศษในวันที่ 10 ต.ค. 2119 ด้วยระยะห่างเพียง 0.063 หน่วยดาราศาสตร์ หรือประมาณ 9.5 ล้านกิโลเมตร

นอกจากเป็นดาวหางที่มีวงโคจรผ่านใกล้โลกแล้ว ความน่าสนใจอีกประการหนึ่งคือสะเก็ดดาวที่หลุดออกมาจากดาวหางได้ก่อให้เกิดฝนดาวตก มีชื่อเรียกว่าฝนดาวตกมังกร (Draconids) เนื่องจากจุดกระจายอยู่ในกลุ่มดาวมังกรในซีกฟ้าเหนือ มีโอกาสเห็นได้เฉพาะช่วงวันที่ 6-10 ต.ค. มักสูงสุดในราววันที่ 8-9 ต.ค. ของทุกปี สะเก็ดดาวปะทะกับโลกด้วยความเร็ว 21 กิโลเมตร/วินาที

โดยทั่วไปฝนดาวตกมังกรมีอัตราการตกที่ต่ำมากราว 10 กว่าดวง/ชั่วโมง แต่เมื่อปี 1933 และ 1946 ได้มีรายงานการพบเห็นดาวตกในอัตราสูงนับพันดวงต่อชั่วโมงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งนักดาราศาสตร์เรียกฝนดาวตกที่มีอัตราสูงเช่นนี้ว่าพายุฝนดาวตก

การกลับมาของดาวหางเมื่อปี 2541 ได้มีรายงานการเห็นดาวตกจากฝนดาวตกมังกรเพิ่มขึ้นเป็นราว 100 ดวง/ชั่วโมง สำหรับปีนี้มีความเป็นไปได้ที่อัตราของฝนดาวตกมังกรอาจเพิ่มขึ้นผิดปกติอีกครั้ง แต่อาจไม่สูงนัก ซึ่งนักดาราศาสตร์จะเฝ้าสังเกตเพื่อใช้เป็นข้อมูลนำไปวิเคราะห์อันจะเป็นประโยชน์สำหรับการพยากรณ์ฝนดาวตกในอนาคต

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ