‘วรวุฒิ อุ่นใจ’ปั้นไทย ช็อปปิ้งพาราไดซ์แท้จริง
หลังจากเข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย วรวุฒิ อุ่นใจ
โดย จะเรียม สำรวจ
หลังจากเข้ามารับตำแหน่งเป็นประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย วรวุฒิ อุ่นใจ ก็เดินเครื่องพัฒนาอุตสาหกรรมค้าปลีกในประเทศไทยทันที เพราะจากข้อมูลของยูโรมอนิเตอร์ ที่ออกมาระบุว่า มูลค่าอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยมีอัตราการเติบโตเพียง 3.9% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในภูมิภาคอาเซียน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้ วรวุฒิถึงกับต้องออกมาหาข้อมูล พร้อมกับวิเคราะห์สถานการณ์ที่ที่ผ่านมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทย เพราะถ้ามองไปถึงศักยภาพของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านของสินค้า และบริการที่ภาคธุรกิจค้าปลีกของไทยมี รวมไปถึงการท่องเที่ยว ไทยถือว่ามีศักยภาพสูงมากเมื่อเทียบกับหลายๆ ประเทศในอาเซียน
แต่เนื่องจากที่ผ่านมา ประเทศไทยไม่ได้มีการโปรโมทและให้ความสำคัญกับการเป็น Shopping Paradise อย่างจริงจัง เลยทำให้นักท่องเที่ยวที่มาประเทศไทย เลือกที่จะท่องเที่ยวไปตามสถานที่ธรรมชาติต่างๆ มากกว่าที่จะเข้ามาช็อปปิ้งควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวเหมือนกับที่หลายๆประเทศกำลังทำอยู่
วรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า เมื่อพูดถึงการเดินทางและการท่องเที่ยวปัจจัยการตัดสินใจพิจารณาเลือกสถานที่เดินทางได้เปลี่ยนไปจากเดิมไปมาก ช็อปปิ้ง (Shopping) กำลังเป็นกระแสหลักของการท่องเที่ยวและเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจากการศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว พบว่า การท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์ (Shopping Tourism) มีผลทำให้การใช้เวลาของนักท่องเที่ยวยาวนานขึ้น และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ใช้จ่ายมากกว่านักท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ (Leisure Tourists) มากถึง 3-4 เท่า
ที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐของไทยไม่ได้มีการโปรโมท และให้ความสำคัญกับการกระตุ้นท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์อย่างจริงจัง จึงทำให้นักท่องเที่ยวเลือกที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศไทยในสถานที่ทางธรรมชาติเท่านั้น และเลือกที่จะเดินไปช็อปปิ้งในประเทศอื่นไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงหรือสิงคโปร์ ซึ่งปัจจุบันประเทศดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
ประเทศไทยมีแต่ฤดูการท่องเที่ยว แต่ยังไม่มีฤดูการช็อปปิ้ง จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวประเทศไทยใช้จ่ายเงินวันละกว่า 4,000 บาท/คน และใน 4,000 บาท ประกอบด้วยค่าโรงแรม ค่าอาหาร เป็นส่วนใหญ่ ในจำนวนนี้มีค่าช็อปปิ้งประมาณ 1,200-1,500 บาทเท่านั้น หากไทยสามารถเพิ่มโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีทางเลือกจับจ่ายใช้สอยมากกว่าที่ควรจะเป็น อย่าคิดว่านักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยเพื่อมาดูวัฒนธรรมหรือปูชนียสถาน หรือดูอะไรก็ตาม เพราะสิ่งเหล่านี้มาดูครั้งเดียวก็เลิก ไปดูที่ประเทศอื่นๆ ต่อ แต่สิ่งที่จะจูงใจให้นักท่องเที่ยวมาประเทศไทยมาซ้ำ คือ การช็อปปิ้ง หากนักท่องเที่ยวมีเวลาน้อยก็ “ช็อปปิ้ง”
จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ทำให้ วรวุฒิ มีนโยบายที่จะผลักดันอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทย เพื่อสร้างมาตรการมุ่งสู่การเป็น Shopping Paradise ด้วย 3 นโยบายหลัก คือ 1.สร้าง Downtown Vat Refund For Tourist เนื่องจากทุกวันนี้ประเทศไทยมีร้านค้าในลักษณะ VAT Free แต่ไม่เต็มรูปแบบ จึงทำให้ร้านค้าในไทยถูกกำหนดให้เป็นร้านค้า VAT Refund for Tourist ซึ่งผู้บริโภคจะต้องนำเอกสารไปขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มที่จุดให้บริการที่สนามบิน
เมื่อได้รับคืนนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ใช้จ่ายในสนามบินมากนัก เพราะมีเวลาช็อปปิ้งเหลือน้อย แต่หากประเทศไทยมีการอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวในการจับจ่าย ก็สามารถกำหนดให้ร้านค้าที่เข้าร่วมรายการ VAT Free Shop โดยกำหนดให้ร้านค้าขายสินค้าในราคาไม่รวม VAT หรือถ้าขายในราคารวม VAT นักท่องเที่ยวก็สามารถขอคืน VAT ได้ในวันที่ซื้อ ณ จุดขายทันที
นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะผลักดันให้ประเทศไทยมีจุดคืน VAT Refund ให้กับนักท่องเที่ยวกระจายอยู่ใจกลางกรุง โดยล่าสุดได้มีการหารือร่วมกับผู้ประกอบการห้างค้าปลีกรายใหญ่จำนวน 4 ราย คือ บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล บริษัท สยามพิวรรธน์ บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป และบริษัท โรบินสัน เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิด “ดาวน์ทาวน์แวต รีฟันด์ ฟอร์ ทัวริสต์” ด้วยการดึงผู้พัฒนาระบบ Tax Free Shopping ระดับโลกอย่างโกลบอลบลู เข้ามาบริหารจัดการในการทำ VATRefund เพื่อให้การทำ VAT Refund มีความโปร่งใส่มากขึ้น เนื่องจากบริษัทดังกล่าวมีความชำนาญและมีความคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยว
เป็นอย่างดี
ทั้งนี้หากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนให้เกิดบริการดังกล่าว เม็ดเงินที่เกิดจากนักท่องเที่ยวทำVAT Refund ปีละประมาณ 1,900 ล้านบาท จะหมุนกลับเข้ามาในระบบเศรษฐกิจ 5-6 รอบทันที เนื่องจากเงินที่คืนให้กับนักท่องเที่ยวไปจะเป็นเงินสกุลไทย ทำให้นักท่องเที่ยวต้องนำเงินดังกล่าวมาใช้จ่ายต่อ ซึ่งต่างจากการที่นักท่องเที่ยวไปขอทำ VAT Refund ที่สนามบิน ส่วนใหญ่จะขอคืนเป็นเงินสกุลของตัวเอง และไม่มีการนำเงินดังกล่าวมาใช้ต่อ
นโยบายต่อมาที่จะเดินหน้าผลักดัน คือ ให้มีร้านค้าปลอดภาษีในเมืองเพิ่มขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง Pick-up Counter เนื่องจาก Shopping Tourism เป็นนโยบายด้านการท่องเที่ยวเชิงช็อปปิ้งที่กลายเป็นหนึ่งใน เครื่องมือสำคัญของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้จริง หลังจากหลายประเทศได้นำนโยบายดังกล่าวมาไม่ว่าจะในยุโรป ฮ่องกง สิงคโปร์ เป็นต้น
มาตรการที่ภาครัฐของแต่ละประเทศเข้ามาให้ความช่วยเหลือในด้านของ Shopping Tourism เพื่อเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ คือการออกมาตรการต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจของนักช็อปทั่วโลกให้เข้ามาช็อปปิ้งประเทศของตัวเองคือ การกำหนดเขตปลอดภาษี และลดพิกัดภาษีสินค้าลักซ์ชัวรี่ให้ลงมาอยู่ที่ 5-10% เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และผลักดันให้อุตสาหกรรมค้าปลีกมีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นเช่น มาเลเซียกระตุ้นค้าปลีกขยายตัวถึง 9.2%ในปีนี้
ความฝันในการสร้างความเป็น Shopping Paradise ของประเทศไทยจะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าภาครัฐไม่มีความจริงใจและจริงจังที่จะผลักดันนอกจากนี้ยังขาดจุดส่งมอบสินค้าในสนามบินหรือ Pick-up Counter ถือเป็นช่องทางหนึ่งในกระบวนการส่งมอบสินค้าที่ซื้อจากร้านค้าปลอดอากรในเมือง ตามประกาศกรมศุลกากรฉบับที่ 20/2549 กำหนดให้มีจุดส่งมอบสินค้าในสนามบินนานาชาติ
นโยบายสุดท้ายที่จะเร่งผลักดันคือสัมปทาน ดิวตี้ฟรีสนามบินนั้นต้องโปร่งใส เป็นธรรม มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อรัฐและประชาชน ซึ่งหากดำเนินการในเรื่องดังกล่าวสำเร็จประเทศไทย จะมีโอกาสมหาศาลเพิ่มรายได้อุตสาหกรรมค้าปลีกท่องเที่ยวได้ถึง 2.7 แสนล้านบาท/ปี ภาครัฐได้ประโยชน์สุทธิรวมกว่า 3.2 หมื่นล้านบาท/ปีเลยทีเดียว


