posttoday
การพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ

การพัฒนาขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ

09 กันยายน 2561

หัวข้อสนทนาเรื่อง “การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ”

โดย ผศ.ดร.ประมวล สุธีจารุวัฒน ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

หัวข้อสนทนาเรื่อง “การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ซึ่งพูดไปพูดมาก็โยงกันไปถึงเรื่องการส่งเสริม “การพัฒนานวัตกรรม” กำลังเป็นเรื่องร้อนแรงในระดับนานาชาติ ซึ่งแน่นอนว่าหมายรวมถึงประเทศไทยที่กำลังเร่งเดินหน้านโยบายประเทศไทย 4.0 ด้วย

ในรั้วมหาวิทยาลัยของไทย กระแสนวัตกรรม (ซึ่งผู้เขียนอยากใช้คำว่า “นวัตกรรมซินโดรม” เหลือเกิน) กำลังทำให้ข้อเสนองานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ตามมาด้วยการเกิด “ศูนย์นวัตกรรม” (Innovation Hub) ทั้งในระดับ “กลุ่ม” ซึ่งรวมตัวกันระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆ (ศูนย์นวัตกรรมเกษตรและอาหาร ศูนย์นวัตกรรมสังคมผู้สูงอายุ ศูนย์นวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ ศูนย์นวัตกรรมด้านพลังงานชีวภาพ และศูนย์นวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์) และในระดับ “สถาบัน” (อาทิ CU Innovation Hub ย่านนวัตกรรมโยธี หรือ Open Innovation Center ของเครือ SCG ในอุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เป็นต้น) เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 เพื่อทำความเข้าใจว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย

วันนี้ผู้เขียนจะชวนคุยเรื่อง “การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” ซึ่งเป็นต้นเรื่องครับ

ต้องยอมรับว่าต้นเรื่องการประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศมาจากงานศึกษาตั้งแต่ปี 1979 ของ “เคลาส์ ชวาบ” (Klaus Martin Schwab) วิศวกรชาวเยอรมันซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและเป็นประธานของ “World Economic Forum” (WEF) องค์กรไม่แสวงผลกำไรระดับนานาชาติที่สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับเอกชน WEF ได้ติดตามศึกษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากว่า 40 ปี โดยในที่สุดตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมาก็ได้ใช้ดัชนีชี้วัดความสามารถในการแข่งขันในระดับนานาชาติ (Global Competitiveness Index, GCI) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย “ซาเวียร์ ซาลา ไอ มาร์ติน” (Xavier Sala i Martín) นักเศรษฐศาสตร์เชื้อสายอเมริกัน-สเปน

GCI ของ WEF ประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจากองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ด้านองค์กร (Institutions) ด้านนโยบาย (Policies) และด้านผลิตภาพ (Level of productivity) โดยพัฒนาออกมาเป็นดัชนีชี้วัดต่างๆ 114 ตัว (ซึ่งผู้อ่านสามารถศึกษาได้จากเอกสารออนไลน์ที่เผยแพร่โดย WEF) สามารถจัดกลุ่มตามระดับเศรษฐกิจได้ 3 ระดับ คือ ระดับพื้นฐาน (Basic Requirements) ระดับกลาง หรือระดับเพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency Enhancers) และระดับสูง หรือระดับนวัตกรรม (Innovation and sophistication factors)

ในระดับพื้นฐาน (ซึ่งผู้เขียนมักอธิบายให้นักเรียนในชั้นเรียนฟังแบบง่ายๆ เห็นภาพไวๆ ว่าเป็นระดับประเทศด้อยพัฒนา) ยังคงสนใจว่าประเทศ “มีอะไร จำนวนเท่าไร” หรือเรียกว่า “ระบบเศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยปริมาณ” (Factor-driven economies) จะประเมิน 4 ด้าน (WEF ใช้คำว่า “4 เสา”
หรือ “4 Pillars”) คือ ด้านองค์กร (Institutions)ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomic environment) และด้านสาธารณสุขและการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Health and primary education)

พูดง่ายๆ คือ ประเทศในกลุ่มนี้หากต้องการยกระดับประเทศของตัวเองก็ต้องเตรียมทัพ จัดองค์กรจัดหน่วยงานต่างๆ ขึ้นมารับผิดชอบภารกิจสำคัญ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำถนน ทำสะพาน ทำทางรถไฟ ทำสนามบิน ฯลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกในการทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเริ่มให้ความสำคัญกับการศึกษาขั้นพื้นฐานและการสาธารณสุข ซึ่งหมายถึงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ (ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาชาติ)

ในระดับกลาง หรือระดับเพิ่มประสิทธิภาพ (ซึ่งผู้เขียนมักอธิบายว่าเป็นระดับประเทศกำลังพัฒนา) มีลักษณะที่ไม่ได้สนใจเพียงแค่มีอะไรเป็นจำนวนเท่าไร แต่เริ่มสนใจว่า “มีอย่างไร ใช้อย่างไร” กล่าวคือ เป็นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพ (Efficiency-driven economies) จะประเมิน 6 ด้าน คือ ด้านการศึกษาและการฝึกอบรมขั้นสูง (Highereducation and training) ด้านประสิทธิภาพของตลาดสินค้า (Goods market efficiency) ด้านประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน (Labor market efficiency) ด้านการพัฒนาตลาดการเงิน (Financialmarket development) ด้านความพร้อมของเทคโนโลยี (Technological Readiness) และด้านขนาดของตลาด (Market Size)

อธิบายแบบง่ายๆ คือ ประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ หากต้องการเตรียมความพร้อมให้กับประเทศของตัวเองเพื่อยกระดับไปสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอนาคตจะต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาการศึกษาให้กับคนในชาติ ด้วยการยกระดับการศึกษาและการฝึกอบรมขั้นสูง ให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดแรงงานที่ไม่ใช่เพียงแค่จำนวน หรือสร้างตลาดงานที่เน้นจำนวน เน้นปริมาณ แต่ไม่พัฒนางานใหม่ๆ ที่สามารถใช้เป็นกลไกในการพัฒนาทักษะของแรงงาน

ประเทศที่พัฒนาแล้วเน้นการขายแรงงานทักษะฝีมือต่ำต่อไปไม่ได้ ต้องเน้นการขายทักษะฝีมือขายศักยภาพ ขายสมอง พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาตลาดสินค้า (ซึ่งเป็นปลายทางของภาคการผลิต จะพัฒนาการผลิตได้ดีก็ต้องมีตลาดรองรับ การไม่พัฒนาตลาด หรือไม่มีตลาดย่อมส่งผลถึงการลดระดับความสามารถในการแข่งขัน) และท้ายที่สุดต้องเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีให้กับประเทศ ในความหมายว่ามีการพัฒนาเทคโนโลยีได้ด้วยตัวเองภายในประเทศขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เติบโตเท่าทันระดับเทคโนโลยีที่จำเป็น ไม่ใช่เพียงการนำเข้าเทคโนโลยีมาใช้ หรือการเป็นฐานการผลิต

ด้วยมุมมองลักษณะนี้การพัฒนา “กลไก” ที่จะผูกโยงการพัฒนาตลาด การพัฒนางาน การพัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นเรื่องลึกซึ้งที่ผู้นำประเทศกำลังพัฒนาจะต้องพิจารณาให้แยบคาย (และมักตกม้าตาย ที่แม้จะสามารถพัฒนานโยบายดีๆ ได้มากมาย แต่กลับไม่มีกลไกที่เป็นรูปธรรม) มิเช่นนั้นแล้วนโยบาย ตลอดจนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ที่ภาครัฐดำเนินการ ก็อาจส่งผลย้อนถอยหลังกลับไปหาระบบเศรษฐกิจในระดับพื้นฐาน ที่เน้นการมี แต่ไม่เน้นการต่อยอดไปสู่ระบบเศรษฐกิจเพิ่มประสิทธิภาพ (มีอย่างไร ใช้อย่างไร)

ในระดับสูง หรือระดับนวัตกรรม (ซึ่งผู้เขียนมักอธิบายว่าเป็นระดับประเทศพัฒนาแล้ว) คือ หันไปพัฒนาสินค้าหรือการดำเนินธุรกิจแบบสมัยใหม่ ใช้นวัตกรรมหรือวิทยาการชั้นสูง เรียกได้ว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-driven economies) จะประเมิน 2 ด้าน คือ ด้านธุรกิจสมัยใหม่ (Business Sophistication) และนวัตกรรม (Innovation) ระดับที่สามนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศได้พัฒนาจากระดับพื้นฐานเป็นระดับกลางหรือระดับเพิ่มประสิทธิภาพแล้ว มีการพัฒนาตลาด พัฒนาบุคลากร พัฒนาการศึกษา พัฒนาแรงงาน พัฒนาเทคโนโลยี

การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงเป็นเรื่องนโยบายระดับ “บนสู่ล่าง” ที่ภาครัฐต้องมีหน้าที่พัฒนากลไกที่เป็นรูปธรรม (ซึ่งอาจแตกต่างกันในกิจกรรมต่างๆ กัน เช่น ความต้องการจากภาครัฐอย่างระบบขนส่งมวลชน ยุทธภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ ฯลฯ ก็ผูกการจัดซื้อเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ และการวิจัยพัฒนาในสถาบันการศึกษา หรือการจัดซื้อของภาคเอกชน ก็ผูกโยงกับนโยบายการส่งเสริมการลงทุนประเภทต่างๆ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นต้น) ซึ่งจะสามารถผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจจาก “เศรษฐกิจเพิ่มมูลค่า” ไปเป็น “เศรษฐกิจสร้างมูลค่า” อย่างที่รัฐต้องการ

แต่หากผู้นำรัฐบาลไม่เข้าใจ เพียงมุ่งเน้นการทำโครงการ เน้นปริมาณ เน้นวงเงิน เน้นการจัดซื้อสินค้าเทคโนโลยีสูงจากต่างประเทศ เน้นการฝึกอบรมเพียงการใช้งานการซ่อมบำรุง เน้นชักชวนนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน โดยไม่มีการผูกโยงไปสู่การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างที่กล่าวมาทั้งหมด เราก็จะเหมือนประเทศที่อยากจะก้าวข้ามไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบที่สาม แต่ลงมือลงแรงแบบประเทศในระบบเศรษฐกิจแบบที่หนึ่งครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท