posttoday
สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯปรับเป้าปีนี้เป็นโต9%หลังก.ค.ขยายตัวต่อเนื่อง

สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯปรับเป้าปีนี้เป็นโต9%หลังก.ค.ขยายตัวต่อเนื่อง

06 กันยายน 2561

สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯปรับเป้าปีนี้เป็นโต9%จากเดิมคาด8%หลังก.ค.ขยายตัวต่อเนื่องภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง

สภาผู้ส่งออกสินค้าทางเรือฯปรับเป้าปีนี้เป็นโต9%จากเดิมคาด8%หลังก.ค.ขยายตัวต่อเนื่องภายใต้ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง

นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ระบุว่า การส่งออกเดือนกรกฎาคม 2561 มีมูลค่า 20,424 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวต่อเนื่องในระดับสูงเป็นเดือนที่ 17 ที่ 8.3% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน การส่งออกในรูปเงินบาทเท่ากับ 662,175 ล้านบาท ขยายตัว 4.1% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน ในขณะที่ การนำเข้าในเดือนกรกฎาคม 2561 มีมูลค่า 20,940 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัว 10.5% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน และการนำเข้าในรูปของเงินบาทมีมูลค่า 687,783 ล้านบาท ขยายตัว 6.3% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน (YoY) ส่งผลให้ เดือนกรกฎาคม 2561 ประเทศไทยขาดดุลการค้า 516 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 25,608 ล้านบาท

ทั้งนี้ สรท.ได้ปรับเป้าส่งออก เติบโตทั้งปี 9% ภายใต้ปัจจัยเสี่ยงทางการค้าที่ต้องเฝ้าระวัง บนสมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 33.0 (± 0.5) บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 3 ก.ย. 61 – 33.77 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ) และมีปัจจัยบวกสำคัญ ประกอบไปด้วย 1) ตลาดหลักส่วนใหญ่ยังขยายตัวได้ดีสอดคล้องกับภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก โดยการส่งออกไป ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (15) ขยายตัวเร่งขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นสหรัฐฯ อีกทั้ง ตลาดศักยภาพสูง อาทิ อินเดีย อาเซียน 5 และ CLMV ยังเติบโตในระดับ 2 หลักได้อย่างต่อเนื่อง 2) การขาดดุลการค้าในเดือนกรกฎาคม เกิดจากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณการลงทุนของภาคการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

3) ดัชนีคาดการณ์ภาวะธุรกิจส่งออก สูงกว่าระดับ 55 แสดงให้เห็นถึงความมุมมองของผู้ส่งออกยังมีทิศทางเป็นบวกอยู่และส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทย 4) ผลกระทบเชิงบวกจากสถานการณ์สงครามการค้า จีน-อียู ปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ ส่งผลดีต่อสินค้าไทยที่มีโอกาสส่งออกไปสหรัฐฯ ทดแทนจีน เช่น พืชเกษตรและอาหารทะเล และมีแนวโน้มกระจายตลาดการส่งออกในตลาดใหม่มากขึ้น 5) ผลกระทบเชิงบวกจากวิกฤตค่าเงินตุรกี ที่ในกลุ่มสินค้าสิ่งทอ ที่อาจมีต้นทุนสูงขึ้น ผู้นำเข้าจากทั่วโลกยังคงไม่มีความเชื่อมั่นต่อสถานการณทางการเงินของตุรกี เป็นโอกาสของไทยจากการเป็นตลาดทดแทนในกลุ่มสิ่งทอ เพิ่มมากขึ้น 6) การย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมเครื่องคอมพิวเตอร์ จากมาเลเซียกลับมาที่ไทย เช่น อุปกรณ์และส่วนประกอบ เนื่องจากติดปัญหาความซับซ้อนกฎข้อระเบียบบังคับภายในรวมถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของมาเลเซีย และ 7) การผ่อนคลายมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มอาเซียน เช่น เวียดนามยกเลิกจำกัดปริมาณการนำเข้าสินค้าอย่างไข่ไก่ เกลือ รวมถึงน้ำตาลที่ขณะนี้อยู่ในระหว่างการหารือ

ขณะที่ ความเสี่ยงที่อาจเป็นอุปสรรคสำคัญประกอบด้วย 1) ค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น จากการไหลกลับเข้ามาของเงินทุนต่างประเทศในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิกฤติค่าเงินตุรกี สถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าและแนวโน้มที่จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ที่จะดึงดูดเม็ดเงินนักลงทุนเข้ามาในประเทศทำให้เงินบาทแข็ง และกระทบมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาท 2) มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมายการค้ามาตรา 201 และ 232 ยังคงส่งผลกระทบต่อยอดการส่งออกเครื่องซักผ้า แผงโซลาร์เซล เหล็ก ทั้งนี้ สถานการณ์ยังไม่แน่นอนจากการขึ้นภาษีตอบโต้ หากแต่ภาครัฐและผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์ที่อาจจะเป็นโอกาสอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกันต้องระวังสินค้าจากสหรัฐฯ ที่จะไหลเข้าไทย ทั้งถั่วเหลือง ข้าวสาลี แต่ในภาพรวมไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบกับการส่งออกไทยมากนัก

3) ปัญหามาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ ทำให้ทิศทางราคาน้ำมันดิบปรับขึ้น ราคาน้ำมันดิบปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้นกว่าร้อยละ 3 แตะระดับ 75 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น กระทบต่อความสามารถในการบริโภคของอุปสงค์ภายในประเทศและผลกำไรของผู้ประกอบการในทางอ้อม 4) ราคาสินค้าเกษตรและประมงบางรายการ ที่ยังคงเผชิญสภาวะตกต่ำ โดยเฉพาะยางพารา (อุปทานล้นตลาด) ข้าว มันสำปะหลัง (จากสภาพอากาศส่งผลให้มีความชื้นสูง) กุ้ง (จากการขาดแคลนวัตถุดิบ) 5) ปัญหาด้านโลจิสติกส์ อาทิ ปัญหาความแออัดภายในท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนโลจิสติกส์และกฎระเบียบที่ไม่เอื้ออำนวยความสะดวกในการส่งออก 6) สหรัฐอเมริกา เตรียมทบทวนการให้สิทธิ GSP ในช่วงเดือนตุลาคมนี้ กับ 25 ประเทศในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก รวมถึงไทย ที่คาดว่าจะมีการปรับอัตราภาษีการนำเข้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 10% ในขณะที่ จีน ที่ถูกปรับขึ้นอัตราภาษีที่ 25%

7) วิกฤตภาวะเงินเฟ้อประเทศเวเนซุเอลา กว่า 82,766% และการอพยพของประชากร การเพิ่มอัตราค่าแรงและการเปลี่ยนสกุลเงินที่อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่หนักขึ้น อย่างไรก็ตามการค้าขายระหว่างไทยและเวเนซุเอลา (7 เดือนที่ผ่านมา) ไทยมีมูลค่าการค้า 11.9 ล้านเหรียญสหรัฐฯ จากการนำเข้า 5.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสัดส่วน 0.0040% ของมูลค่าการนำเข้าทั้งหมด และส่งออก 6.1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สัดส่วน 0.0042% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด และ 8) มาตรการกีดกันการค้าจากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีเหล็กและอลูมิเนียม 50% ส่งผลให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจตุรกีและเกิดวิกฤตการค่าเงินตุรกีอ่อนค่ารุนแรง สะท้อนถึงภาระหนี้ต่างประเทศที่สูงขึ้นและจากความไม่มีเสถียรภาพของค่าเงินจะทำให้กลุ่มธนาคารของยุโรปในฐานะเจ้าหนี้ได้รับผลกระทบที่ลุกลามเป็นวงกว้าง และกระทบภาคการส่งออกของตุรกีโดยตรง ผู้ประกอบการไทยต้องระมัดระวังเรื่องการค้าขายกับตุรกีรวมถึงเทอมการชำระเงิน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท