
‘กาแฟเพื่อสันติภาพ’ คืนความสงบสุขสู่มินดาเนา
ความแตกต่างทางศาสนา ชาติพันธุ์ รวมถึงผลประโยชน์แฝงเร้นอื่นๆ
โดย ชลทิพย์ สุริสาร
ความแตกต่างทางศาสนา ชาติพันธุ์ รวมถึงผลประโยชน์แฝงเร้นอื่นๆ ได้จุดชนวนความขัดแย้งขึ้นมาบนเกาะมินดาเนา ทางตอนใต้ของฟิลิปปินส์ และไฟความรุนแรงที่ว่ายังยากจะดับมอดลงในปัจจุบัน
เมื่อ โจจี้ พันโทจา เดินทางมายังฟิลิปปินส์พร้อมครอบครัว และเข้าร่วมในองค์กรสร้างสันติภาพให้กับชุมชน (PBCI) ในปี 2006 ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ขณะนั้น พันโทจารับหน้าที่เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรที่อพยพเข้ามาใหม่ และชาวมุสลิมในเขตปกครองตนเองของมินดาเนา ซึ่งต่อสู้ฆ่าฟันกันเพื่อแย่งชิงที่ดินเพาะปลูก โดยระหว่างเจรจา พันโทจาสังเกตว่า ทั้งฝ่ายได้ดื่มกาแฟเพื่อช่วยผ่อนคลายความเครียด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ “กาแฟเพื่อสันติภาพ” ธุรกิจเพื่อสังคมในเมืองดาเบา บนเกาะมินดาเนา
“ทุกครั้งที่มีการเสิร์ฟกาแฟ พวกเขาจะนั่งลงเพื่อพูดคุยกันมากขึ้น และยิ่งพวกเขาพูดคุยกันมากขึ้นเท่าไร ความรุนแรงและความสูญเสียก็จะมีน้อยลงเท่านั้น” พันโทจากล่าวถึงต้นกำเนิดของธุรกิจ ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2008
เธอเล่าว่ายิ่งไปกว่านั้น สมาชิกของทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มกระชับความสัมพันธ์โดยเชิญสมาชิกของแต่ละกลุ่มมาร่วมดื่มกาแฟ และวางอาวุธเพื่อสันติภาพ ซึ่งเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว เธอเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เพราะยากที่ใครจะเชื่อว่าแค่กาแฟร้อนๆ เพียงหนึ่งแก้วจะช่วยลดความรุนแรงที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษลงได้
“เราตั้งใจทำธุรกิจกาแฟเพื่อสร้างสันติภาพ ความเจริญก้าวหน้าให้ผู้คนและโลกของเรา”พันโทจา กล่าว
หญิงสาวผู้ก่อตั้งธุรกิจกาแฟเพื่อสันติภาพเสริมว่า ปณิธานในการทำธุรกิจของเธอคือสร้างสันติภาพระหว่างผู้คนต่างเชื้อชาติและต่างศาสนาในพื้นที่ อีกทั้งยังต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น โดยช่วยให้เกษตรกรในเขตที่ราบสูงให้สามารถสร้างกำไรจากการปลูกกาแฟบนที่ดินของตนเองได้
ทำไมต้องเป็นกาแฟ?
พันโทจาได้ให้เหตุผลในการเลือกทำธุรกิจกาแฟเพื่อสันติภาพว่า ความหอมกรุ่นและรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ คือเสน่ห์โดดเด่นของกาแฟที่สามารถเชื่อมให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกันได้ เพราะช่วยให้ผู้คนมองผ่านและก้าวข้ามปราการความต่างทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และอายุ
นอกจากนี้ เธอยังอ้างอิงงานวิจัยที่ระบุว่า กาแฟเป็นสินค้าที่มีการซื้อขายกันมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก โดยเป็นรองแค่น้ำมันเท่านั้น
แม้ว่าในอดีต ประเทศเอเชียส่วนใหญ่ต่างนิยมดื่มชากันมากกว่า แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป ชาวเอเชียได้หันมาดื่มกาแฟกันมากขึ้น ความนิยมดื่มกาแฟที่กระจายไปทั่ว จึงเปิดทางสู่การติดต่อมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนกลุ่มต่างๆ โดยพันโทจามองว่ากาแฟเป็นตัวกลางเชื่อมชุมชนต่างๆ เข้าด้วยกัน โดยได้ยกตัวอย่างชาวเมืองจังหวัดมากินดาเนาบนเขตที่ราบสูง ซึ่งทำอาชีพเพาะปลูกเมล็ดกาแฟ และนำเมล็ดกาแฟที่ว่าไปขายให้ผู้คนในพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้ปลูกกาแฟ รวมถึงร่วมมือกันในการนำเมล็ดกาแฟไปประยุกต์เป็นสินค้าอื่นๆ เพื่อต่อยอดทางการค้าต่อไป
ต้องสร้างความแตกต่าง
ดาเนียล ไบรอน พันโทจา ผู้จัดการแผนกการผลิตและการขนส่งของกาแฟเพื่อสันติภาพ ให้สัมภาษณ์กับบริษัท ซันสตาร์ ว่า บริษัทกาแฟเพื่อสันติภาพต้องการสร้างจุดเด่นที่แตกต่างจากร้านกาแฟอื่นๆ ทั่วไปในฟิลิปปินส์ โดยจะเน้นที่เมล็ดกาแฟคุณภาพสูงจากเกษตรกร แทนการขยายสาขาจำนวนมากเพื่อเร่งทำยอดขาย
ดาเนียล กล่าวว่า กาแฟเพื่อสันติภาพนั้น เลือกใช้เมล็ดกาแฟอราบิกาชั้นเยี่ยมจากต้นกาแฟที่ยังหลงเหลืออยู่ในช่วงที่สหรัฐเข้ามาปกครองฟิลิปปินส์ โดยบริษัทส่งเมล็ดกาแฟไปขายให้บริษัทกาแฟอื่นๆ และส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วยเช่นกัน เช่น สหรัฐ และแคนาดา
“ความมุ่งหวังของเราคือการส่งเมล็ดกาแฟไปขายให้บริษัทอื่นๆ ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะยิ่งเราขายได้มากเท่าไร เราก็ยิ่งมีเงินทุนไปซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรได้มากขึ้นเท่านั้น”ดาเนียล กล่าว
มุ่งสู่ชีวิตที่ดีกว่า
นอกจากยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร จุดมุ่งหมายสำคัญของธุรกิจกาแฟเพื่อสันติภาพคือการยับยั้งวัฏจักรของความรุนแรงที่ส่งต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น ผ่านกลุ่มหัวรุนแรง เช่น กองทัพประชาชนใหม่ซึ่งเป็นกองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์ฟิลิปปินส์ที่พยายามจะชักจูงคนในพื้นที่ให้เข้าร่วมต่อสู้
“ฉันเจ็บปวดทุกครั้งเมื่อได้ยินเด็กอายุราวๆ 13-15 ปี หันไปหยิบอาวุธ เพราะพวกเขาสูญสิ้นความหวัง ความหวังที่จะมีรายได้และได้รับโอกาสที่มากขึ้นจากรัฐบาล” พันโทจา กล่าว
อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจกาแฟเพื่อสันติภาพนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยบริษัทได้เผชิญกับความท้าทายที่สำคัญหลายประการ ดังนี้ ความท้าทายประการแรก คือ การเพิ่มการผลิต เนื่องจากบริษัทอื่นจะสามารถซื้อที่ดินและจ้างเกษตรกรเพื่อเป็นลูกจ้างให้กับบริษัทที่มาซื้อบนพื้นที่ทำกินของตัวเอง ซึ่งสวนทางกับจุดประสงค์ของธุรกิจกาแฟเพื่อสันติภาพ
นอกจากนี้ การควบคุมคุณภาพของกาแฟผ่านกระบวนการผลิต คือ ความท้าทายอีกประการหนึ่งของบริษัท เนื่องจากเกษตรกรไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนการตากเมล็ดกาแฟที่เหมาะสมและปัญหาการขาดแคลนผู้มีความสามารถในภาคการผลิต
แคทเทอรีน โมเรโน บาริสต้าของบริษัทกาแฟเพื่อสันติภาพ ให้สัมภาษณ์ลงบทความในเว็บไซต์พีซบิวเดอร์เกี่ยวกับประสบการณ์ที่เกษตรทั่วไปมักพบเจอ โมเรโน อธิบายว่า นักธุรกิจจะขูดรีดเกษตรกรและกดราคาให้ต่ำ นอกจากนี้ชนชั้นกลางในฟิลิปปินส์ไม่นิยมซื้อกาแฟท้องถิ่น แต่นิยมซื้อกาแฟที่นำเข้าจากต่างประเทศมากกว่า
กาแฟเพื่อสันติภาพจึงเตรียมออกแผนใหม่เพื่อก้าวพ้นความท้าทายข้างต้น โดยบริษัทพยายามซื้อที่ดินและทำข้อตกลงการเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมกันระหว่างบริษัทกับเกษตรกร นอกจากนี้ บริษัทยังเข้าไปมีส่วนร่วมมากขึ้นในการให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการ การทำวิจัย และการพัฒนากาแฟ ซึ่งจากเดิมดูแลเรื่องการควบคุมคุณภาพการผลิตเท่านั้น นอกจากนี้ บริษัทจะเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนมากขึ้นเพื่อความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
จากความเพียรพยายามทั้งหมด ทำให้กาแฟเพื่อสันติภาพได้ก้าวเข้าสู่การเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ เช่น สหประชาชาติ และธนาคารพัฒนาเอเชีย ในฐานะผู้จัดจำหน่ายกาแฟอราบิกาและโรบัสต้าระดับโลก โดยการันตีด้วยรางวัลจากสถาบันคุณภาพกาแฟ (Coffee Quality Institute) และสมาคมกาแฟพิเศษแห่งอเมริกา (Specialty Coffee Association of America)
ท้ายที่สุดแล้ว สูตรสำเร็จของการทำธุรกิจกาแฟเพื่อสันติภาพที่มีรสชาติกลมกล่อม คือ ธุรกิจกาแฟที่รวมเอาส่วนผสมของผู้ประกอบการ ลูกค้า และความคิดสร้างสรรค์เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยขับเคลื่อนด้วยความมุ่งมั่นและแรงบันดาลใจของธุรกิจที่มุ่งสร้างสันติภาพให้ชุมชน







