posttoday
เด็กๆ ที่ไม่มีความสุข... (14)

เด็กๆ ที่ไม่มีความสุข... (14)

02 กันยายน 2561

มวลมนุษย์ในโลกใบนี้ชอบที่จะเปรียบเทียบกันในเรื่องต่างๆ

มวลมนุษย์ในโลกใบนี้ชอบที่จะเปรียบเทียบกันในเรื่องต่างๆ ตั้งแต่เกิดจนตายก็ว่าได้ เรื่องที่เปรียบเทียบหากเป็นในเชิงสร้างสรรค์ก็จะสร้างประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ได้มาก เช่น การเปรียบเทียบว่าประเทศไหนมีอัตราการเกิดเท่าไร เอาตัวเลขไปทำนายจำนวนประชากรรวมถึงแนวโน้มของสังคมในอนาคตของประเทศนั้นๆ และสามารถนำไปวางแผนรับมือกับผลกระทบที่ตามมาจาก การเกิดมากไปหรือเกิดน้อยไป ซึ่งก็เป็นปัญหาทั้งสิ้น... เมื่อเด็กทารกเกิดมาก็เปรียบเทียบอัตราการรอดชีวิตของทารกช่วงขวบปีแรกเพื่อวัดว่าประเทศไหนมีระบบสาธารณสุขดีกว่ากันซึ่งสามารถไปเรียนรู้จากกันได้...

ข้อสรุปที่ได้จากเปรียบเทียบจะเชื่อถือได้หรือไม่นั้น ในบางกรณีอยู่ที่ความคิดของใครจะเชื่ออะไร โลกนี้มันจะมีอะไรที่จริงแท้แน่นอนก็หาไม่ สิ่งที่เชื่อเมื่อวานอาจจะกลายเป็นอื่นได้ในชั่วข้ามคืน อย่างสังคมเกาหลีเมื่อหลายสิบปีก่อนเป็นต้นมา บรรดาพ่อแม่และครูเคยเชื่อว่า “เด็กๆ ต้องเรียนอย่างหนัก เพื่อที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ จบแล้วจะได้มีอนาคตที่ดี มีงานทำในบริษัทชั้นยอด” ทำเอานักเรียนรุ่นก่อนหน้านี้ต้อง “มีชีวิตแหวกว่ายในกองหนังสือ” ...เชื่อไหมว่า จากสถิติที่ติดตามเก็บมานานเป็น 10 ปี พบว่า เด็กนักเรียนเกาหลีในระดับประถมถึงมัธยมหลังเลิกจากโรงเรียนแล้ว ยังไปเรียนพิเศษและเรียนด้วยตนเองต่ออีกโดยเฉลี่ยถึงวันละ 7 ชั่วโมง 50 นาที ...เรียนกันจนใกล้เที่ยงคืนค่อยกลับบ้าน ครองสถิติ “เรียนเยอะที่สุดในโลก” วัดกันแบบตัวต่อตัวในกลุ่มประเทศ OECD เลยค่ะ

คำว่า “เรียนเยอะที่สุดในโลก” ดูผิวเผินมันช่างน่าปลื้มใจกับตำแหน่งนี้นัก แต่แล้วชาวเกาหลีทั่วประเทศก็แทบช็อกเมื่อมีรายงานของ OECD ออกตามมา เปรียบเทียบความสุขของเด็กๆ ในประเทศกลุ่มที่พัฒนาแล้ว ปรากฏว่า เด็กเกาหลีเหลือความสุขน้อยมากเพราะเครียดจากการเรียน ดัชนีความสุขวัดได้แค่ 69.29 แต้ม มีความสุขเป็นอันดับที่ 24 จาก 34 ประเทศ …ส่วนประเทศที่เด็กๆ มีความสุขมากที่สุดคือ สเปน (114.92) รองลงมาคือ กรีซ (113.32) และเนเธอร์แลนด์ (111.09)... เรื่องนี้กลายเป็นวาระแห่งชาติเกาหลีที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและพลิกกลับรุนแรงมาก เพราะเกิดคำถามกันว่า เอ๊อะ พ่อแม่ของชนชาติเราเลี้ยงลูกยังไงให้ไม่มีความสุขนี่ แล้วสังคมในอนาคตจะวิปริตผิดเพี้ยนไปสักแค่ไหนอย่างไร แล้วทุกคนพึงพอใจกับการทำลายความสุขของมนุษย์ตัวเล็กๆ ทั้งประเทศฤๅ...อืม...นี่ถ้าไม่ได้เข้าไปเยี่ยมกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีและฟังทีมยุทธศาสตร์การศึกษาแห่งชาติบรรยายสรุปเมื่อสองอาทิตย์ก่อน ก็คงไม่ทราบแน่ๆ ค่ะ

ดังนั้น ความเชื่อเรื่องการเรียนของเกาหลีในวันนี้จึงไม่เหมือนเดิมแล้ว ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองขนาดประธานาธิบดีลงมือสั่งการเองค่ะ ให้ปรับการเรียนการสอนให้มีการเรียนรู้สิ่งอื่นๆ รอบตัว และเรียนให้สนุกโดยสร้างโรงเรียนนำร่อง เด็กประถมไม่ต้องสอบแข่งขันกัน โรงเรียนทุกแห่งต้องผ่านการตรวจสอบว่าเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด และทำให้นักเรียนเรียนอย่างมีความสุขได้ โดยไม่ปิดกั้นความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของพวกเขา จึงมีสโลแกนว่า “เด็กๆ ทั้งหมดนั้น คือ ลูกๆ ของพวกเราทุกคน”

อย่างไรก็ตาม จะว่าการเรียนมากเป็นโทษก็คงจะไม่ใช่ทั้งหมด เพราะผลของการพัฒนาประเทศปรากฏเห็นเป็นรูปธรรมในระบบเศรษฐกิจและพัฒนาการทางสังคมทุกวันนี้ เพียงแต่ “เด็กที่ไม่มีความสุขในวันโน้น ได้เติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสามารถแต่ไม่มีความสุขในวันนี้” เท่านั้น !

เด็กๆ ที่ไม่มีความสุข... (14)

ในปีนี้ Bloomberg สำนักข่าวด้านเศรษฐกิจการเงินผู้มีอิทธิพลต่อความคิดและความเคลื่อนไหวของโลก ก็ได้จัดอันดับเกาหลีให้เป็นประเทศแห่งนวัตกรรมอันดับหนึ่งของโลก โดยมีการวัดจากดัชนีสำคัญ 7 ด้าน ได้แก่ 1) สัดส่วนงบประมาณใช้จ่ายทางด้าน R&D ต่อ GDP ของประเทศ 2) มูลค่าเพิ่มจากอุตสาหกรรมการผลิตต่อ GDP และรายได้ประชากรต่อหัว 3) ดัชนีผลผลิต (Productivity) ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป 4) ความหนาแน่นของบริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทันสมัย 5) สัดส่วนนักศึกษาด้านเทคโนโลยีที่เข้าเรียนในระดับอุดมศึกษาต่อผู้ที่สำเร็จการศึกษาและผู้ที่เข้าสู่ภาคแรงงาน 6) จำนวนนักวิจัยต่อประชากรทุก 1 ล้านคน 7) จำนวนสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์ต่อประชากรทั้งประเทศ ...

เมื่อวัดกันช็อตต่อช็อตแล้ว ปรากฏว่า เกาหลี (ใต้) มาอันดับหนึ่ง ตามด้วย สวีเดน สิงคโปร์ เยอรมนี และสวิตเซอร์แลนด์... เรื่องนี้ อาจจะขัดใจกับ World Economic Forum (WEF) สักเล็กน้อย เพราะ WEF ได้ทำการประเมินของตนเองด้วยเช่นกัน แต่อันดับหนึ่งในดัชนีชี้วัดของ WEF กลับกลายเป็นสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนเกาหลีนั้นไม่ติดแผง 1 ใน 10 อันดับแรกของโลกด้วยซ้ำ...ถึงได้บอกว่า ตัวแปรที่เอามาชี้วัดกันนั้นอยู่ที่ความคิดว่าจะเชื่ออะไร ของใคร นั่นเอง

การที่จะสร้างนวัตกรรมได้นั้น มันก็มีกระบวนการสร้างของมัน แม้ว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่มีนวัตกรรมอาจจะได้มันมาอย่างมึนงง ว่ามายังไง สอดคล้องกับผลสำรวจบริษัทที่มีนวัตกรรมทั่วโลก 677 บริษัท พบว่า ราว 57% บอกว่าไม่ได้ทำตามกระบวนการสร้างนวัตกรรมด้วยซ้ำ ... ที่จริงที่มาของนวัตกรรมหรือ Innovation ไม่ใช่เรื่องยากซับซ้อนอะไร แต่เราเองต่างหากที่คิดให้มันยากและซับซ้อนจนเกินไป ก่อนที่จะพูดถึงนวัตกรรม มีคำหนึ่งที่ควรจะรู้จักเสียก่อน นั่นคือ ความคิดสร้างสรรค์ หรือ Creativity ...ความคิดสร้างสรรค์ คือ ความสามารถในการคิด เป็นผลิตไอเดียใหม่ๆ ออกมาในระดับความคิด ตัวมันเองนั้นไม่ใช่นวัตกรรมแต่เราต้องการมันในการสร้างนวัตกรรม...

เมื่อใดก็ตามที่เราหยิบเอาผลผลิตหรือไอเดียจากการคิดอย่างสร้างสรรค์ออกมาทำให้เกิดเป็นสินค้าใหม่ บริการใหม่ หรือมีกระบวนการใหม่ เมื่อนั้นเองก็ได้สิ่งใหม่ที่เป็นนวัตกรรม ...บริษัทดาวรุ่งประจำปีเกาหลี 10 รายที่ถูกทำนายว่าจะรวยมหาศาลนั้น ล้วนแต่มีนวัตกรรมทั้งใหญ่และเล็ก ของตนเองทั้งสิ้น...

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ