
‘พิพิธภัณฑ์’จุดประกาย ‘เด็กมีความสามารถพิเศษ’
เด็กที่มีความสามารถพิเศษจะชื่นชอบการเรียนรู้ที่ท้าทายความสามารถทางสติปัญญา
โดย วัชราภรณ์ สนทนา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
“เด็กที่มีความสามารถพิเศษจะชื่นชอบการเรียนรู้ที่ท้าทายความสามารถทางสติปัญญา เพราะคือสิ่งกระตุ้นและจุดพลังแห่งความกระหายใคร่รู้สิ่งใหม่ๆ ให้พวกเขาได้ ซึ่งพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์เป็นสถานที่จะช่วยดึงดูด สร้างแรงบันดาลใจ และกระตุ้นความสนใจของเด็กเหล่านี้ได้” ...แนวคิดสำคัญที่ ศ.เว่ย ชิน ซุน (Wei-Hsin Sun) ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งไต้หวัน นำมาใช้สร้าง “พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ” ของไต้หวัน ให้เป็นแหล่งจุดประกายเด็กๆ ได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของตนเอง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากและยังเป็น 1 ใน 20 พิพิธภัณฑ์ยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมมากที่สุดในโลก
เมื่อเร็วๆ นี้ ศ.เว่ย ชิน ซุน ได้ร่วมปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ความท้าทายของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในการสร้างความสัมพันธ์และดึงความสนใจของเด็กอัจฉริยะและเด็กที่มีความสามารถในการเรียนรู้สูง” ใน “การประชุมวิชาการนานาชาติด้านการพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ ครั้งที่ 15 (The 15th Asia-Pacific Conference on Giftedness 2018 : APCG2018)” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดขึ้น เพื่อเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทางวิชาการด้านการวิจัยและพัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษ โดยมีวิทยากรด้านการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้ชั้นแนวหน้าของโลกและจากประเทศไทย รวมถึงเด็กผู้มีความสามารถพิเศษเข้าร่วมงานจำนวนมาก
ศ.ซุน กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ควรมีหน้าที่หลัก 3 ประการ คือ การสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนรู้แบบก้าวหน้า การสร้างแบบจำลองและความท้าทายในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และการให้ความใส่ใจในธรรมชาติและชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษยชาติ
“ประสบการณ์ในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งไต้หวัน พบว่าเด็กสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ในรูปแบบที่มีความสนุกสนาน เมื่อเด็กสนุกในการเรียนรู้ เขาจะแสดงออกถึงความสนใจต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะค้นพบว่าตนเองมีความสามารถพิเศษใดๆ ซ่อนอยู่ โดยพิพิธภัณฑ์ของเราไม่เพียงแต่จัดกิจกรรมน่าอัศจรรย์ ที่เน้นเพียงความสนุกเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงการเรียนรู้จากธรรมชาติ เรามีพนักงานเป็นนักวิจัยและศาสตราจารย์ระดับดอกเตอร์มากกว่า 60 คน ที่จะช่วยกันคิดค้นวิธีการใหม่ๆ ในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเสนอความคิดและหัวข้อเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้น่าสนใจอย่างสม่ำเสมอ อาทิ เรื่องของเมล็ดพืช ดอกไม้ ต้นไม้ พฤติกรรมสัตว์ หรือฟอสซิลไดโนเสาร์
สร้าง“พิพิธภัณฑ์ให้มีชีวิต”เพื่อกระตุ้นความสนใจ
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งไต้หวันเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ออกแบบได้สวยงาม ภายในมีการแบ่งพื้นที่แสดงเรื่องราวความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์และธรรมชาติในแง่มุมต่างๆ อย่างลงตัว ใจกลางของพิพิธภัณฑ์มีโดมเรือนกระจกขนาดใหญ่ที่จำลองบรรยากาศภายในให้เหมือนกับป่าดงดิบ ภายนอกอาคารถูกประดับด้วยหลอดไฟ LED ซึ่งในยามเย็นจะเห็นการแสดงแสงสีประกอบเพลงอย่างงดงาม ด้านหน้าของเรือนกระจกเป็นที่ตั้งของอาคารขนาดใหญ่ เป็นพื้นที่จัดแสดงและให้ความรู้ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น ดาราศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และคณิตศาสตร์ ที่สำคัญพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นแหล่งเก็บรักษาฟอสซิลมากถึง 1.3 ล้านชิ้น นอกจากนี้ยังมีและสวนนก มีการจัดแสดงนกกว่า 1,000 ชนิด
ศ.ซุน กล่าวว่า เราออกแบบพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ธรรมชาติฯให้มีความพิเศษโดดเด่น เช่น เรือนกระจกขนาดใหญ่ การแสดงแสงไฟในตอนกลางคืน เพราะมีส่วนอย่างมากในการดึงดูดคนให้เข้ามาพิพิธภัณฑ์ แต่ไม่ใช่แค่ความสวยงามเท่านั้น เพราะสิ่งที่ทำยังแฝงความหมายถึงการประหยัดพลังงานด้วย อย่างการเปิดแสงไฟสีนานกว่า 3 ชั่วโมง คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่าสิ้นเปลือง ซึ่งพิพิธภัณฑ์ใช้งบประมาณในการเปิดไฟเพียงวันละ 37 บาทเท่านั้น และเมื่อเขารู้เขาก็อยากกลับไปเปลี่ยนไฟที่บ้านเป็นหลอดไฟ LED ทันที
เรียนรู้“ความลับ”จาก“ธรรมชาติ”
“เราเรียนรู้อะไรจากต้นมะฮอกกานีได้บ้าง นี่คือเมล็ดมะฮอกกานีที่ผมนำมาจากไต้หวัน จะเห็นว่ามันพัฒนาตัวเองออกมาบางมาก แล้วก็มีหางยาว พวกคุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมปล่อยเมล็ดมะฮอกกานีให้ตกลงมาจากที่สูง มันจะตกเร็วหรือตกช้า?”...คำถามชวนคิดที่ ศ.ซุน ถามเด็กผู้มีความสามารถพิเศษกว่า 250 คน ที่มาร่วมฟังบรรยาย
คำตอบคือ “ช้า” โดย ศ.ซุน ได้สาธิตให้ดูบนเวทีและอธิบายว่า เมล็ดมะฮอกกานีหมุนตกลงมาช้าๆ ถามว่าทำไมก็เพราะว่าต้นมะฮอกกานีต้องการให้ลูกของตนเองมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่อยากให้ลูกมาแย่งอาหารกันอยู่ใต้ต้นเดียวกัน ก็ต้องส่งลูกไปอยู่ไกลๆ ต้นมะฮอกกานีจึงวิวัฒนาการเมล็ดให้บางมาก เพื่อให้หล่นลงมาช้าๆ อยู่ในอากาศได้นานขึ้น และรอให้ลมพัดไปที่อื่น เป็นการวิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอด
“วิทยาศาสตร์กับธรรมชาติมีความกลมเกลียวกัน เราจะเห็นวิทยาศาสตร์ในธรรมชาติและเห็นธรรมชาติมีวิทยาศาสตร์เสมอ เช่น ตาลูกสน หากนับตาลูกสนบนแถวแบบหมุนตามเข็มนาฬิกาจะมี 34 ตา แต่ถ้านับแบบทวนเข็มนาฬิกามีจำนวน 55 ตา ถ้าเอาสองตัวเลขนี้หารกัน จะได้ตัวเลข 1.618 ซึ่งคือเลขฟีโบนัชชี หรืออัตราส่วนทองคำ ซึ่งนอกจากตาลูกสนแล้วยังพบปรากฏการณ์เดียวกันนี้ในเกสรดอกทานตะวัน ตาสับปะรด รวมถึงเกลียวโค้งของหอยนอติลุส เป็นสัดส่วนของธรรมชาติที่สร้างสรรค์ไว้อย่างน่าอัศจรรย์ ความลับจากธรรมชาติเหล่านี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กอยากเรียนรู้จากธรรมชาติมากขึ้น และอาจนำไปสู่การค้นพบสิ่งใหม่”
สนุกกับ“การทดลอง”หนทางสู่“นวัตกร”
การทดลองมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ในระหว่างการบรรยาย ศ.ซุน ได้เชิญเด็กผู้มีความสามารถพิเศษขึ้นมาเป็นอาสาสมัครร่วมกิจกรรม ด้วยการให้ทดลองเป่าลมเข้าไปในตะเกียงจุดไฟ ซึ่งปรากฏว่าเป่าครั้งแรกไฟดับ เป่าอีกครั้งไฟติด
ศ.ซุน เล่าว่า เขาเคยใช้การทดลองนี้กับกลุ่มเด็กนักเรียนไต้หวันที่เก่งที่สุด 200 คน ที่มาเรียนรู้ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ฯ และตั้งคำถามว่าไฟเปิด-ปิดได้เพราะอะไร นักเรียนอัจฉริยะกลุ่มนี้สร้างทฤษฎีมหัศจรรย์ขึ้นมากมาย นักเรียนคนหนึ่งบอกว่ามีเซ็นเซอร์ตรวจจับคาร์บอนไดออกไซด์ บางคนคิดว่าเป็นเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงสั่นสะเทือน แต่ก็ยังไม่ใช่
“สิ่งที่น่าสนใจคือผมลองนำตะเกียงชิ้นนี้กลับไปให้เจ้าหน้าที่ที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ฯ ซึ่งไม่ได้เรียนเก่งมากลองเล่นดู ปรากฏว่าเขาเล่นไปเล่นมา ทดลองปิด-เปิดไฟหลายๆ วิธี จนพบคำตอบว่าตะเกียงเปิด-ปิดไฟได้ เพราะมีเซ็นเซอร์ตรวจจับแรงดันฉะนั้นสิ่งสำคัญคือถ้าเรียนแล้วไม่ได้ลงมือทดสอบทดลองจะไม่มีประโยชน์เลย ดังนั้นพิพิธภันฑ์วิทยาศาสตร์ฯ จึงไม่ใช่สถานที่สอนเหมือนโรงเรียน ไม่ใช่ที่แสดงผลงานนิทรรศการ แต่ต้องมีสภาพแวดล้อมที่นำเสนอและมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ท้าทายให้กับเด็กอยู่เสมอ”
อย่างไรก็ดี ศ.ซุน เชื่อว่าเด็กๆ ทุกคนล้วนมีความสามารถพิเศษในตัวเอง แต่จะทำอย่างไรให้พวกเขาค้นพบความพิเศษนั้น และแสดงศักยภาพที่มีอยู่ออกมาให้ได้
“เวลานักดาราศาสตร์มองทองฟ้าจะมองไปที่ดวงดาวสวยๆ มากมาย แล้วก็พยายามบันทึกว่าดวงไหนเป็นดวงไหน ยกตัวอย่างเช่น เวลามองไปที่กาแล็กซีรูปเกลียวหรือกาแล็กซีแบบกังหัน เราจะเห็นว่ามันมีรูปร่างต่างๆ แบบนั้น เพราะมันถูกกำหนดด้วยดวงดาวที่สว่างมากๆ (Blue-White) สมมติว่าถ้าเราเอาดาวฤกษ์ที่สว่างมากออกไปให้หมด ซึ่งมีอยู่ 0.2%ของกาแล็กซี เราจะพบดวงดาวที่มีแสงในตัวเองอีกมากเช่นกันที่แม้จะไม่สว่างเท่าดาวฤกษ์ใน 0.2% เหล่านั้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราพยายามสร้างพิพิธภัณฑ์ฯ เพื่อจุดประกายให้เด็กๆ ที่มีความสามารถพิเศษอีกมากมายที่หลบซ่อนอยู่ ยังไม่ถูกค้นพบ ให้
พวกเขาค้นหาตัวเองเจอ” ศ.ซุน กล่าว







