
ค่าแรงมีปัญหา จุดบอด‘กิ๊ก อีโคโนมี’
“กิ๊ก อีโคโนมี” (Gig Economy) หรือระบบเศรษฐกิจในยุคใหม่ที่เน้นการจ้างพนักงานแบบไม่ประจำ
โดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
“กิ๊ก อีโคโนมี” (Gig Economy) หรือระบบเศรษฐกิจในยุคใหม่ที่เน้นการจ้างพนักงานแบบไม่ประจำ ทั้งฟรีแลนซ์และพนักงานสัญญาจ้างชั่วคราว เข้ามาทำงานเป็นครั้งๆ ไปนั้น กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องไปทั่วโลก ท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิทัล
อินโดนีเซีย เองก็นับเป็นหนึ่งในดินแดนแห่งกิ๊ก อีโคโนมี โดยสะท้อนออกมาจากความสำเร็จของสตาร์ทอัพในบ้านที่ขึ้นแท่น “ยูนิคอร์น” หรือสตาร์ทอัพมูลค่าตลาดเกิน 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐไปเรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็น โกเจ็ก แอพพลิเคชั่นเรียกรถรับส่ง (ไรด์เฮลลิ่ง) ทราเวลโลกา แพลตฟอร์มจองโรงแรมและตั๋วเครื่องบินออนไลน์ และโทโกพีเดีย แพลตฟอร์มค้าปลีกออนไลน์
ทั้งนี้ กิ๊ก อีโคโนมีช่วยกระตุ้นการจ้างงานในประเทศมากขึ้น และเพิ่มทางเลือกในการหารายได้เสริมสำหรับชาวอินโดนีเซีย โดยเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา อัตราว่างงานของอินโดนีเซียลดลงแตะ 5.1% ต่ำสุดในรอบ 20 ปี ขณะที่ในภาพรวมนั้น บริษัทที่ปรึกษาแมคคินซีย์คาดการณ์ว่า กิ๊ก อีโคโนมี จะช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตเป็นมูลค่ากว่า 1.2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 3.9 ล้านล้านบาท) ต่อปี ในอีก 10 ปีข้างหน้านี้
แม้กิ๊ก อีโคโนมีจะช่วยบรรเทาภาวะการว่างงาน แต่ก็เสี่ยงต่อการสร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตแรงงานและเศรษฐกิจในภาพรวมไปด้วย เพราะตำแหน่งงานที่เพิ่มขึ้นไม่ได้หมายความว่ารายได้แรงงานจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
บลูมเบิร์กรายงานว่า การเติบโตของกิ๊ก อีโคโนมี เป็นปัจจัยสำคัญทำให้การว่างงานแฝง (Underemployment) กำลังปรับตัวขึ้นในอินโดนีเซีย โดยภาวะที่ว่านี้ก็คือ การที่แรงงานทำงานได้อย่างไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะเปลี่ยนจากการทำงานประจำไปเป็นการทำงานพาร์ตไทม์ จนทำให้มีรายได้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ในอินโดนีเซียซึ่งนับเป็นตลาดแรงงานใหญ่อันดับ 4 ของโลกนั้น ประชากร 1 ใน 3 จากแรงงานทั้งหมด 127 ล้านคน เป็นกลุ่มว่างงานแฝง ซึ่งทำงานไม่ถึง 35 ชั่วโมง/สัปดาห์ในระบบกิ๊ก อีโคโนมี ส่วนชาวอินโดนีเซียอีก 30 ล้านคนทำงานพาร์ตไทม์เพียงอย่างเดียว
จากตัวเลขดังกล่าวจึงหมายความว่า มีชาวอินโดนีเซียมากถึงเกือบ 75 ล้านคน ที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจ กิ๊กอีโคโนมี ซึ่งหลายธุรกิจยังไม่มีระเบียบกำกับดูแลชัดเจน และไม่มีมาตรการคุ้มครองพนักงานเพียงพอ ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการจ่ายค่าแรงอย่างไม่เป็นธรรมหรือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น
ปัญหาใหญ่เรื่องการจ่ายค่าแรงปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อไม่นานนี้ โดยบรรดาคนขับรถจักรยานยนต์จาก“โกเจ็ก” และ “แกร็บ” กว่า 5 หมื่นคนรวมตัวประท้วงเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้แอพไรด์เฮลลิ่งขึ้นค่าจ้างจาก 1,200-1,600 รูเปียห์/กิโลเมตร (ราว 2.6-3.5 บาท) ไปเป็น 3,000 รูเปียห์/กิโลเมตร (ราว 6.7 บาท)
ไอกุน วิคักโซโน หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อคนขับรถจักรยานยนต์ (การ์ด้า) เปิดเผยกับ จาการ์ตา โกลบว่า อัตราค่าจ้างดังกล่าวทำให้คนขับแกร็บและโกเจ็กต้องทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง/วัน เพื่อให้ได้เงินตามเกณฑ์ค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนของอินโดนีเซียที่ 3.8 ล้านรูเปียห์/เดือน (ราว 8,400 บาท)
ไอกุน เสริมว่า ค่าจ้างที่ได้รับจากการขับไรด์เฮลลิ่งยังต่ำกว่าอัตราค่าโดยสารเฉลี่ยช่วงปี 2012-2015 ถึงเกือบ 2 เท่า ซึ่งอยู่ที่ 3,000-4,000 รูเปียห์/กิโลเมตร (ราว 6.7-8.9 บาท) ซึ่งคนขับมอเตอร์ไซค์ต้องขับรถ 8-10 ชั่วโมง/วัน กว่าจะได้ค่าแรงตามจำนวนดังกล่าว
“บริษัทคำนวณค่าจ้างโดยไม่ได้คำนึงถึงพวกเราเลย ทั้งๆ ที่รถมอเตอร์ไซค์ก็เป็นรถของเราเอง ค่าน้ำมันและค่าดูแลรักษารถก็จ่ายเอง แถมเวลาเกิดอุบัติเหตุ คนขับก็ต้องรับผิดชอบเองทั้งหมด” ไอกุน กล่าว
อย่างไรก็ตาม ริดซ์กี ครามาดิบราตา กรรมการบริหารแกร็บอินโดนีเซีย เปิดเผยว่า บริษัทเพิ่งขึ้นค่าจ้างจาก 1,600 รูเปียห์ ไปเป็น 2,300 รูเปียห์ ไปเมื่อไม่นานนี้ และไม่มีแผนจะขึ้นค่าจ้างอีกในเร็วๆ นี้ ขณะที่โกเจ็กยังไม่แสดงความเห็นเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ว่างงานแฝงถ่วงกำลังซื้อ
บลูมเบิร์กรายงานว่า กลุ่มคนว่างงานแฝงในอินโดนีเซีย ที่ทำงานในกิ๊ก อีโคโนมี คิดเป็นสัดส่วนราว 30% เมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์และออสเตรเลียที่ 17% และ 8.5%
รายงานระบุว่า คนกลุ่มดังกล่าวและแรงงานพาร์ตไทม์เป็นปัจจัยหนึ่งส่งผลให้ตัวเลขค้าปลีกรายเดือนปรับตัวขึ้นเฉลี่ยที่ 3.6% ในปี 2018 ซึ่งต่ำกว่าช่วงปี 2016 ซึ่งขยายถึง 11% ส่วนการใช้จ่ายผู้บริโภค ที่คิดเป็นสัดส่วน 60% ของขนาดเศรษฐกิจ (จีดีพี) ขยายตัว 5.1% ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา
ขณะที่จีดีพีอินโดนีเซียคาดว่าจะขยายตัว 5.2% ในปีนี้ ต่ำกว่าเป้าหมายที่ 7% ของประธานาธิบดี โจโก วิโดโด
“หากแก้ปัญหานี้ไม่ได้ ศักยภาพการเติบโตของอินโดนีเซียจะถูกจำกัดลง แม้การว่างงานจะลดลง ซึ่งน่าจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยได้ แต่ธุรกิจค้าปลีกกลับยังไม่ได้รับอานิสงส์ในขณะนี้” แอนดรี แอสโมโร นักเศรษฐศาสตร์จากแบงก์ มันดิรี ในกรุงจาการ์ตา กล่าว







