
อสังหารุกเปิดใหม่ ไม่หวั่นหนี้เสียเพิ่ม
ผู้ประกอบการอสังหาฯมองสวนทางแบงก์ชาติ ยันเอ็นพีแอล อสังหาฯ
ผู้ประกอบการอสังหาฯมองสวนทางแบงก์ชาติ ยันเอ็นพีแอล อสังหาฯ เพื่อขายเจาะเรียลดีมานด์ความต้องการยังรุ่ง
นายเสรี สินธุอัสว์ ผู้อำนวยการฝ่ายการเงินและเลขานุการ บริษัท ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่า จากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่าหนี้เอ็นพีแอล อสังหาฯ ขยับขึ้นจากการที่มีกลุ่มที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรสูงขึ้น แต่ผลตอบแทนที่ได้เริ่มต่ำลง ซึ่งจะกดดันให้หนี้เสียเพิ่มขึ้นนั้น เชื่อว่าปัญหาดังกล่าวยังไม่น่าเป็นกังวล เนื่องจากนักเก็งกำไรยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย
ขณะที่ภาพรวมตลาดในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตได้ 5% ซึ่งถือยังมีทิศทางที่ดีแม้ว่าจะไม่หวือหวามากนัก ส่วนตัวเลขการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินกับกลุ่มลูกค้าที่ซื้อที่อยู่อาศัยของบริษัทปัจจุบันยังถือว่าทรงตัวอยู่ที่กว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ แผนการพัฒนาโครงการของบริษัทนั้นให้ความสำคัญกับตลาดเรียลดีมานด์ หรือกลุ่มที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง โดยได้ออกไปเปิดตลาดต่างจังหวัดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เน้นไปที่จังหวัดหัวเมืองและหัวเมืองรองในพื้นที่อีอีซี เป็นต้น ในรูปแบบบ้านเดี่ยว บ้านแฝด และทาวน์โฮม ใน จ.ชลบุรี มีการพัฒนาโครงการแล้ว 10 โครงการ ระยอง 2 โครงการ ฉะเชิงเทรา 2 โครงการ นครราช สีมา 2 โครงการ สมุทรสาคร 2 โครงการ รวม 17 โครงการในต่างจังหวัด ขณะที่โครงการในกรุงเทพฯและปริมณฑล 32 โครงการ รวมแล้ว 49 โครงการที่อยู่ระหว่างการขาย
สำหรับแผนในปีนี้บริษัทจะเปิดโครงการใหม่ 8 โครงการ มูลค่า 4,500 ล้านบาท จากในครึ่งปีแรกเปิดไปแล้ว 3 โครงการ คาดว่าครึ่งปีหลังจะเปิด 5 โครงการ โดยตั้งเป้ายอดขาย 4,400 ล้านบาท และยอดรับรู้รายได้ 4,400 ล้านบาท
ด้าน นายศรศักดิ์ สมวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนอวานา ไดอิ กล่าวว่า ตลาดอสังหาฯ ยังมีการเติบโตที่ดี โดยบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าของที่ดินในต่างจังหวัด 3 ราย เพื่อพัฒนาโครงการร่วมกันในรูปแบบรับสร้างบ้าน ซึ่งต่อโครงการมีมูลค่า 1,000-1,500 ล้านบาท โดยจะใช้แบรนด์เนอวาน่า บียอนด์ อินโทร และไอคอน ปัจจุบันบริษัทได้เซ็นสัญญารับสร้างแล้ว 1 โครงการใน จ.อุดรธานี 40 หลัง มูลค่า 1,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ร่วมทุนกับนักลงทุนญี่ปุ่นเดวา เฮ้าส์ เพื่อพัฒนาโครงการเนอวานา บียอนด์ กรุงเทพกรีฑา บนเนื้อที่ 27 ไร่ มูลค่า 2,600 ล้านบาท ขณะเดียวกันบริษัทจะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวอย่างเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ อาคารที่จอดรถ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่ารายได้ปีนี้จะมากกว่าปีก่อนที่ 2,608 ล้านบาท โดยปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอนหรือแบ็กล็อก ทั้งหมด 3,086 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในช่วงครึ่งปีหลังกว่า 1,000 ล้านบาท แต่ยังต้องลุ้นเป้าหมายเติบโตที่ 30% เนื่องจากครึ่งปีแรกการเปิดตัวโครงการใหม่ล่าช้ากว่าแผน







