
ฉันเป็นชาวพุทธ
ผู้เขียนได้รับไลน์ข้อความบอกเล่าถึงความหมายการเป็นชาวพุทธที่ไม่ใช่ความหมายตามที่คนส่วนใหญ่มักคาดหวัง ผู้เขียนข้อความ คือ ศ.ริชาร์ด กอมมิช
โดย ชัยยศ จิรพฤกษ์ภิญโญ เครือข่ายพุทธิกา http://www.budnet.org
ผู้เขียนได้รับไลน์ข้อความบอกเล่าถึงความหมายการเป็นชาวพุทธที่ไม่ใช่ความหมายตามที่คนส่วนใหญ่มักคาดหวัง ผู้เขียนข้อความ คือ ศ.ริชาร์ด กอมมิช (Professor Richard Gombrich) มีเนื้อหาที่น่าสนใจ จึงขออนุญาตอ้างอิง ดังนี้
เมื่อฉันบอกตนเองว่าฉันเป็นชาวพุทธ
1.ไม่ได้หมายความว่าฉันเป็นคนที่สะอาด บริสุทธิ์ ไร้ความผิดพลาด ไม่ได้หมายความฉันเป็นคนที่น่ารักมากกว่าคนอื่นๆ แต่หมายถึงว่าฉันคือคนที่มีอวิชชา มีกิเลสตัณหาที่พึงเรียนรู้ และลด ละ เลิกแท้จริง ฉันคือ คนที่ต้องการปัญญาญาณจากพุทธศาสนา
2.ไม่ได้หมายความว่าฉันเป็นคนที่ฉลาด มีปัญญามากกว่าคนอื่น ความจริงแล้วฉันเต็มไปด้วยความหลงผิด และฉันก็ต้องการพัฒนามุมมองต่อชีวิตและโลกให้เปิดกว้างด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน
3.ไม่ได้หมายความฉันดีกว่าหรือแย่กว่าคนอื่นแต่หมายถึงการที่ฉันมีความเข้าใจว่าเราทุกคนต่างมีคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน
4.หมายถึงฉันรับรู้ตนเองดีว่า ฉันมักรักชอบในสิ่งที่ฉันพึงใจ ในขณะที่พระพุทธองค์มีความเมตตากรุณาและให้สติปัญญากับทุกสรรพชีวิต และคือสาเหตุที่ฉันเลือกเดินตามธรรมะของพระพุทธองค์
5.ไม่ได้หมายถึงการมุ่งมีเป้าหมายในผลประโยชน์ใด แต่คือการเลือกปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นในความเห็นแก่ตัว
6.ไม่ได้หมายถึงการมีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เพื่อสามารถสงบ มั่นคงได้ ท่ามกลางความไม่แน่นอน เหมือนพระราชาที่ทำหน้าที่ท่ามกลางความวุ่นวายรอบตัว
7.ไม่ได้หมายความถึงการมุ่งชักนำจูงใจเพื่อเห็นแก่ตัว แต่เพื่อการใช้สติและปัญญาเพื่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ด้วยความเมตตากรุณาต่อทุกชีวิต
8.ไม่ได้หมายถึงการมุ่งหลีกเร้นหนีออกจากโลก และตามหาความว่างเปล่า แต่คือการตระหนักรู้ว่าทุกชีวิตต่างอยู่ในกระแสธรรมและกระแสกรรม และการเลือกเรียนรู้ถึงความเป็นปัจจุบันขณะ
9.การตระหนักรู้ว่าชีวิตที่เป็นอยู่ไม่ใช่การปล่อยให้ตนเองติดจมกับความทุกข์ อุปสรรค แท้จริง ความทุกข์ อุปสรรค คือที่มาของการนำพาชีวิตสู่การเติบโต
10.หมายถึงการย้ำเตือนจิตใจถึงความกตัญญูต่อชีวิตที่ได้เกิดเป็นมนุษย์ สามารถศึกษาปฏิบัติธรรม ได้พบปะเรียนรู้กับครูบาอาจารย์ กัลยาณมิตร ได้รับฟังและใกล้ชิดกับคำสั่งสอนของพระพุทธองค์
11.ไม่ได้หมายถึงการมีพระเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ภายนอก แต่คือการได้ค้นพบถึงธรรมชาติพุทธะที่อยู่ภายในตัวเรา
ในความเป็นศาสนิกชนในศาสนาใดก็ตาม ความมุ่งหมายคือการมุ่งในสันติสุขทั้งภายในตนเองและสังคมรอบข้าง ภายนอก และในแต่ละวัน เราต่างล้วนผ่านประสบการณ์ต่างๆ บางประสบการณ์เราเลือกมองข้าม ไม่ใส่ใจ ขณะที่บางประสบการณ์เราอาจเลือกใส่ใจให้คุณค่า กอดรัด ยึดกุม โดยเฉพาะประสบการณ์ที่กระทบความมีตัวกูของกู หลายคนเดือดร้อนใจเมื่อรับรู้ว่าตนเองถูกตำหนิติเตียน นินทาว่าร้าย หลายคนจมจ่อมความรู้สึกเชิงลบเพราะยึดเหนี่ยวความทรงจำประสบการณ์ในอดีต บางคนวิตกกังวลเพราะใส่ใจกับเรื่องราวบางเรื่องในอนาคต
ประสบการณ์ที่เราเลือกยึดเหนี่ยวได้กลายเป็นแบบแผนชีวิตที่เราได้สร้างและสั่งสมเพื่อใช้แบบแผนชีวิตเช่นนี้เป็นแนวทางอยู่รอด และปกป้องโลกตามประสบการณ์ที่ผ่านมา กลายมาเป็นเบ้าหลอมชีวิต กระนั้นสำนึกตนเองในความเป็นชาวพุทธ คือ การตื่นรู้ว่าตนเองมีศักยภาพ มีอิสระมากมายเกินกว่าแบบแผนชีวิตที่ควบคุมเราอยู่ เรามีความเข้มแข็งกล้าหาญที่จะพัฒนาและเติบโตมากว่าที่เป็นอยู่หัวใจสำคัญของการเป็นชาวพุทธ คือ การศึกษาเรียนรู้ตนเอง การพัฒนาตนเองจากภาวะที่เป็นอยู่ ซึ่งมีความหลง ความเขลา ความมืดบอดไปสู่ภาวะที่พึงเป็น ซึ่งเป็นภาวะที่มีความสงบสุขมั่นคงในการมีและใช้ชีวิต
และการมุ่งมีชีวิตที่พึงเป็น คือ การตื่นรู้จากความเขลา ความหลง ความมืดบอด คือ วิถีของการเป็นชาวพุทธ การเป็นชาวพุทธจึงเป็นวิถีหนทาง ไม่ใช่การเป็นผลสำเร็จ หรือภาวะผลลัพธ์แต่อย่างใด ท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุให้วิถีและเป้าหมายการเป็นชาวพุทธคือการมุ่งมีชีวิตที่ “เป็นประโยชน์และสงบเย็น” เราดำเนินและใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูลผู้อื่น ชุมชน สังคม พร้อมกับการดูแลเพาะบ่มในความสงบเย็นของโลกภายในจิตใจ
และศัตรูสำคัญที่ขัดขวางวิถีการเป็นชาวพุทธของพวกเรา คือ ตัวเราเอง ส่วนเสี้ยวตัวเราในฐานะมาร อันเป็นความคุ้นชินในแบบแผนอยู่รอด ในวิธีคิด ความเชื่อที่ฝังลึก ระบบคุณค่าที่ยึดถือ การเอาชนะมารศัตรู ไม่ใช่ด้วยการทำลายล้าง เพราะมารนี้ก็อยู่ในจิตใจ เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต หนทางสำคัญคือการทำความรู้จักมาร การรู้เท่าทันในมารซึ่งก็คือการรู้จักและตื่นรู้กับตนเอง รู้จักและตื่นรู้กับโลก สังคมรอบตัวเรา
การเป็นชาวพุทธจึงไม่ได้หมายถึงการเป็นสถานภาพ แต่เป็นบทบาทหน้าที่ที่เราพึงมีกับตนเอง หน้าที่ของการศึกษาเรียนรู้ เพื่อตื่นรู้ และนำพาตนเองจากภาวะที่เป็นอยู่ ไปสู่ภาวะที่พึงเป็นชีวิต คือ ชีวิตที่ “เป็นประโยชน์และสงบเย็น”







