
ความฉลาดของฝูงชน
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในสังคม
โดย ธนพล บางยี่ขัน
ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายในสังคม หลายคนพยายามทำความเข้าใจปรากฏการณ์รอบตัวด้วยความเชื่อที่ว่าหากเข้าใจในรูปแบบก็จะสามารถพยากรณ์ความเป็นไปในอนาคตได้อีกด้วย
สารคดีชุด “The Code” จาก Netflix เสนอมุมมองที่น่าสนใจของเรื่องราวเหล่านี้ด้วยความเชื่อที่ว่าทุกอย่างมีรหัสและรูปแบบ และอาจใช้กระบวนการทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยตีความ
การทดลองที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือให้คน 160 คน ทายจำนวนลูกอมเจลลี่บีนในโถว่ามีทั้งหมดกี่เม็ด
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทายได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงจำนวนที่แท้จริง จากการทดลองครั้งนั้นคำตอบที่ได้มีตั้งแต่คนที่ตอบว่า 400 เม็ด ไปจนถึง 5 หมื่นเม็ด
คำตอบที่ถูกต้องคือ 4,510 เม็ด จากการทดลอง 160 คน มีคนทายใกล้เคียงเพียงแค่ 4 คน
แต่ที่น่าสนใจคือเมื่อนำคำตอบมาหาค่าเฉลี่ย คือนำคำตอบของทุกคนมารวมกันและหารด้วย 160 คน คำตอบที่ได้คือ 722,383.5÷160 = 4514.896
ใกล้เคียงกับคำตอบที่ถูกต้องอย่างน่าตกใจ 4,510 กับ 4,514 ทั้งที่ คำตอบรายบุคคลที่ได้นั้นมีตั้งแต่หลักร้อยยันหลักหมื่น
ตลกกว่านั้นคือในคำตอบที่ได้รับมีบางคนทายคำตอบด้วยจำนวนเศษครึ่งเม็ด
สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดที่หลากหลาย แต่เมื่อสุดท้ายนำมาคำนวณหักลบกลบเฉลี่ยจนเป็นคำตอบของคนจำนวนมาก กลับได้คำตอบที่ใกล้เคียงความเป็นจริงจนน่าตกใจ
ทั้งหมดนี้เขาให้คำนิยามว่า “ความฉลาดของฝูงชน” ทั้งที่จุดเริ่มต้นมาจากการ “เดา” ของรายบุคคล
ชวนให้นึกไปถึงเรื่องประเด็น “หลายหัวดีกว่าหัวเดียว” ไปจนถึงเรื่องกฎของเสียงข้างมาก ฉันทามติ และแม้แต่ทฤษฎีการกระจายความรับผิดชอบ
ขยับไปพิจารณาในสเกลที่ใหญ่ขึ้น สารคดีสะท้อนให้เห็นถึงพลังของข้อมูลขนาดใหญ่อย่างกูเกิล ที่มีคนใช้เสิร์ชเอนจิ้นเจ้านี้หาข้อมูล 2,000 ล้านครั้ง/วัน
หากนำข้อมูลที่ได้ทั้งหมดมาประมวลซึ่งมีตั้งแต่เรื่องอสังหาริมทรัพย์ ดารา นักร้อง อาการปวดหัว ฯลฯ นอกจากจะพบกระแสความสนใจในแต่ละช่วงแล้ว
อีกด้านหนึ่งยังถือเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญ ยกตัวอย่างช่วงที่มีคนค้นหาเรื่องอาการปวดหัว ยารักษาโรค ก็จะสัมพันธ์ไปกับการระบาดของไข้หวัดในแต่ละช่วงได้อีกด้วย
ที่สำคัญหากจับสัญญาณเหล่านี้ได้ล่วงหน้าผ่านคำค้นหาของกูเกิลย่อมจะสามารถทำนายและนำไปสู่การป้องกันการแพร่ระบาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในสารคดีอธิบายถึงขั้นว่าสามารถที่จะรู้ล่วงหน้าถึงการแพร่ระบาดได้ก่อนที่คนป่วยจะเดินทางไปหาหมอด้วยซ้ำ
นับเป็นคุณประโยชน์อีกส่วนหนึ่งของ “รหัส” ที่หากรู้จักวิธีนำมาใช้จะเกิดประโยชน์ตั้งแต่วิธีการเลือกซื้อรถ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ไปจนถึงทำนายผลการเลือกตั้ง
ไม่แปลกที่ทุกวันนี้จะมีความพยายามถอดรหัสรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคมด้วยวิธีต่างๆ เพื่อจะนำไปสู่การทำนายอนาคต
เจฟฟรี เวสต์ นักฟิสิกส์ ที่พยายามหารูปแบบของจักรวาล พยายามใช้กลไกทางคณิตศาสตร์มาอธิบายรหัสที่ซ่อนอยู่ในสิ่งต่างๆ อาทิ ความยาวสายไฟ การใช้พลังงาน มาหาจำนวนประชากร
จนถึงพิจารณาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรง 15% ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเมืองตามไปด้วย 15% ทั้งร้านอาหารหอศิลป์ และอื่นๆ ไปจนถึงการพยากรณ์การย้ายถิ่นฐานจากชนบทสู่เมือง
ทั้งหมดเป็นรหัสที่ซุกซ่อนอยู่รอวันที่จะมีใครสักคนมองเห็น และสามารถอธิบายเชื่อมโยงปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัวไปจนถึงการพยากรณ์ความเป็นไปได้ที่จะเกิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดขึ้นในอนาคต







