
10 บริษัทเกิดใหม่เกาหลี ที่ดูท่าจะมีความ‘อภิมหารวย’ (12)
ปัจจุบันนี้หากใครสักคนคิดจะเปิดธุรกิจใหม่โดยใช้ไอเดียบวกเทคโนโลยีล่าสุดตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมา
ปัจจุบันนี้หากใครสักคนคิดจะเปิดธุรกิจใหม่โดยใช้ไอเดียบวกเทคโนโลยีล่าสุดตั้งบริษัทของตัวเองขึ้นมา ขอให้คิดไว้เลยว่า “โอกาสที่จะเจ๊งปิดบริษัทในเวลาอันใกล้ มีมากกว่า 43%” นั่นหมายความว่า โอกาสรอดของคุณมีแทบจะครึ่งต่อครึ่ง!
ตัวเลข รอด 57 ราย ตาย 43 ศพ นี้มาอย่างไร ความจริงปรากฏบนเวทีวันนี้เองค่ะ เมื่อผู้บริหารของสถาบันวิจัย KAIST Global Institute For Talented EDucation (KAIST GIFTED) ได้บรรยายสรุปให้ฟังในโอกาสที่เราได้เดินทางสู่เกาหลีเพื่อไปเยี่ยมสถาบันวิจัยต่างๆ ในเมืองแดจอนซึ่งมีอยู่หลายร้อยแห่ง แดจอนเป็นเมืองแห่งการวิจัย มีนักวิจัยระดับปริญญาเอกอยู่ราว 3 หมื่นคน ในสังกัดของมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัยของรัฐและเอกชน เหล่าดอกเตอร์ทั้งหลายเดินชนกันเป็นว่าเล่น มีสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยอยู่ 20 แห่ง งบประมาณด้านการวิจัยรวมที่ทุกสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยในเมืองแดจอนได้รับแต่ละปีมีมากถึง 19% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของชาติ (GDP) เรียกว่าแซงหน้ากรุงโซล (3%) ไปเลย ดังนั้นเมืองแดจอนจึงเป็นบ้านเกิดของเทคโนโลยีล้ำยุคของเกาหลีหลายอย่าง เช่น จอภาพ 3D ที่ไม่ต้องใส่แว่นพิเศษดู ปัญญาประดิษฐ์ในเครื่องจักรอัจฉริยะ หุ่นยนต์ หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือยี่ห้อดังของเกาหลีก็ถูกพัฒนาขึ้นในสถาบันวิจัยที่ตั้งอยู่ในเมืองนี้
อัตรารอด 57% เป็นสถิติ ณ ปัจจุบัน ที่สถาบัน KAIST GIFTED สามารถฟูมฟักให้บริษัทเกิดใหม่ในรังนกของตนเองอยู่รอดปลอดภัย KAIST GIFTED เป็นองค์กรอยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของเกาหลี ที่เรียกชื่อย่อกันว่า KAIST (Korea Advanced Institute of Science and Technology)
ซึ่งนอกจากมีภารกิจหลักในการผลิตบุคลากรทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีป้อนสู่วงการอุตสาหกรรมแล้ว ตั้งแต่ปี 1994 สถาบันแห่งนี้ได้เริ่มบ่มเพาะธุรกิจใหม่ของนักศึกษา คณาจารย์ในมหาวิทยาลัยของตนเอง และบุคคลภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบนฐานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เรียกว่า Tech Startup ราว 484 บริษัท
ในจำนวนนั้นเหลือรอดชีวิตแค่ 247 บริษัท แต่มีเพียง 11 บริษัทซึ่งมียอดขายรวมกันราว 1,270 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่สามารถเติบโตจนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีได้ เป็นสถิติที่บอกว่า จะมีเพียง 2% ของบริษัทใหม่เท่านั้น ที่จะประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งๆ ที่อยู่มือของคนที่เก่งที่สุด และมีสมองชั้นเลิศของประเทศที่นำหน้าทางด้านการศึกษาและเทคโนโลยี!
KAIST มีชื่อเล่นว่า “MIT แห่งเกาหลี” (MIT = Massachusetts Institute of Technology) เพราะรัฐบาลอเมริกันได้ช่วยมาก่อตั้งให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งแรกของเกาหลี และในช่วงนั้นก็ได้อาจารย์ที่เรียนจบจาก MIT หลายคนมาช่วยกันสร้างมหาวิทยาลัยขึ้นมา ในปีล่าสุดนี้ KAIST ถูกจัดเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลก อันดับที่ 40 ตามการประเมินของ QS Top University (มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเกาหลีคือ Seoul National University อยู่อันดับที่ 38 ส่วนมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของไทยอยู่ในอันดับที่ 271)
ถึงกระนั้นก็ตามที 11 บริษัทจากศูนย์บ่มเพาะของ KAIST ที่เข้าตลาดหลักทรัพย์ ก็ยังไปไม่ถึงดวงดาวยูนิคอร์น (คือแต่ละรายมียอดขายมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์) และยังไม่มีสถาบันบ่มเพาะธุรกิจไหน หรือใครกล้าที่จะฟันธงว่าตนได้พบ “เคล็ดลับ” ที่จะส่งบริษัทเกิดใหม่ทั้งหลายติดจรวดให้ไปถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ได้ ทุกเจ้าล้วนต้องแสดงบทบาท “อาตมาเป็นแค่ผู้บอกทาง แต่ทุกท่านต้องเดินเอง” ซึ่งก็เป็นจริง เพราะหากเจ้าของไอเดียและสินค้าไม่เดิน หรือหมดใจที่จะวิ่งไปข้างหน้า ใครก็ลากเขาไปไม่ได้ และการไปให้รอดนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ในยุคนี้คนรุ่นหนุ่มสาวเกาหลีแทบทุกคนอยากมีกิจการของตนเอง เพราะอยากมีอิสระทั้งทางการเงินและเวลา แต่ทว่าจำนวนมากยังค้นหาตัวเองไม่เจอ
อย่างไรก็ตาม มีบริษัทเกิดใหม่ของคนหนุ่มสาวเกาหลีอยู่ราว 10 แห่ง ที่มีคนเขียนบทวิเคราะห์ไว้ในนิตยสาร Forbs ว่า พวกเขากำลังจะ “อภิมหารวย” เนื่องจากเดินอยู่ในเส้นทางยูนิคอร์นแล้ว และคงจะมียอดขายถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ได้ในไม่ช้า ส่วนใหญ่เป็นบริษัทที่ให้บริการต่างๆ ในชีวิตประจำวัน หรือเป็นเรื่องแปลกใหม่ โดยมีการขายผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ เช่น มือถือหรือแท็บเล็ต หลายแห่งเป็นไอเดียใหม่ที่ช่วยแก้ปัญหาจุกจิกจนถึงปัญหาใหญ่ในชีวิตประจำวันของผู้คนจำนวนมาก เราลองไปดูกันเลยค่ะ ว่าพวกเขามีไอเดียดีอย่างไร จึงสามารถขายของจนร่ำรวยได้ทั้งๆ ที่เพิ่งเกิดมาไม่กี่ปี
บริษัทแรกชื่อว่า Hyperconnect ซึ่งนำการพูดคุยกันแบบ Chatroulette คือ เว็บแรนดอมแชตที่ (พวกเรา) วัยรุ่นในยุค 1990’s เคยใช้กลับมา พวกเขาผนวกเทคโนโลยีใหม่เข้าไปทำให้สามารถพูดคุยกันได้แบบสดๆ และสามารถเลือกจะคุยกับใครแบบเห็นหน้าหรือไม่เห็นหน้าก็ได้ ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเลือกประเทศหรือจังหวัดของผู้ที่จะคุยได้ทั่วโลกโดยไม่ต้องทำความรู้จักกันมาก่อน โดยไม่ต้องมาถามกันให้เมื่อยมือว่าเธออยู่ที่ไหน เป็นคนชาติอะไรแบบแอพสื่อสารอื่นๆ เป็นเหมือนการควานหาคนที่ใช่ในมหาสมุทรแห่งอินเทอร์เน็ตโดยกำหนดเงื่อนไขเองได้ นอกจากนี้แอพมีบริการเสริมพิเศษ เช่น เลือกภาษาและเพศของผู้ที่จะคุยด้วย ทำให้มีเงินไหลเข้ามาจากการขายมากมาย ตั้งแต่เปิดตัวมา 3 ปี (2015) เกิดการจับคู่พูดคุยกันถึง 3 หมื่นล้านคู่ทั่วโลก และยอดขายในปีนี้น่าจะถึง 100 ล้านดอลลาร์ (ราว 3,100 ล้านบาท) ได้อย่างสบายๆ ปีนี้ Hyperconnect จึงกำลังเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์เกาหลี เป็นน้องใหม่ในวงการอีกรายหนึ่งค่ะ
(อ่านต่อฉบับหน้า)







