posttoday
ซอฟต์แวร์โรงพยาบาลไทย ไปนอก

ซอฟต์แวร์โรงพยาบาลไทย ไปนอก

21 ตุลาคม 2553

..พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์

ซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับบริการจัดการภายในองค์กร หรือที่รู้จักกันดีในนามของ อีอาร์พี เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทยมาหลายปี ไม่ต้องพูดถึงองค์กรใหญ่ๆ ที่ใช้กันจนเป็นเรื่องปกติ แต่ปัจจุบันแม้ในองค์กรขนาดกลางหรือเล็ก ก็เริ่มมีการดึงซอฟต์แวร์อีอาร์พีมาใช้งานกันมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเพราะข้อมูลมีมากขึ้น การบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์กับองค์กรก็มีความจำเป็นมากขึ้นตามไปด้วย การเลือกใช้ระบบไอทีมาเป็นเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพจึงเป็นทางที่หลายๆ คนตัดสินใจเลือก

เมื่อระยะเวลาผ่านไประยะหนึ่ง ก็จะเห็นได้ว่าแค่ ซอฟต์แวร์อีอาร์พีแบบทั่วๆ ไป ไม่สามารถใช้งานได้กับธุรกิจเฉพาะทางได้ทั้งหมด เช่น ธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจขนส่งหรือธุรกิจการแพทย์และสาธารณสุข เพราะแต่ละธุรกิจก็มีข้อมูลเฉพาะทาง มี ความต้องการใช้งานโดยเฉพาะอยู่ และจะ ให้นักพัฒนาไอทีออกแบบระบบมาให้สอดคล้องกับความต้องการไปทุกเรื่องก็เป็นสิ่งที่ยากอยู่เหมือนกัน แต่นี่ก็เป็นโอกาสให้นักพัฒนาที่เข้าใจความแตกต่างของธุรกิจสามารถพัฒนาสินค้าขึ้นมาทำตลาดได้

นพ.คมกฤช สุวรรณกูฏ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิคอลซอฟต์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ เมดิโค ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ช่วยในการบริหารจัดการงานของโรงพยาบาล สถานพยาบาลแบบครบวงจร เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์เฉพาะทางที่พัฒนาโดยคนไทย และกำลังจะก้าวไปสำเร็จไกลที่ประเทศญี่ปุ่น

จุดเริ่มต้นของ เมดิโค เกิดจากเดิมนพ.คมกฤช เคยเปิดสถานพยาบาลขนาดเล็กประจำเขตอุตสาหกรรม ทำให้พบปัญหาของสถานพยาบาลขนาดกลางและเล็กที่ต้องแบกรับข้อมูลคนไข้มากขึ้นเรื่อยๆ และในการมาใช้บริการของคนไข้แต่ละครั้ง จะมีการกรอกข้อมูลประวัติ 710ครั้ง จึงน่าจะมีเครื่องมือมาช่วย ลดการทำงานซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ที่สำคัญต้องไม่ใช้เงินทุนมาก

คำตอบมาอยู่ที่การใช้ซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นระบบเว็บ แอพพลิเคชัน โดยระบบภายในเป็นเอ็กซ์เอ็มแอล ทำให้สามารถทำงานได้เร็ว

“จุดแข็งคือ เราเข้าใจงานของโรงพยาบาลเป็นอย่างดี เพราะเราเป็นหมอและยิ่งผ่านโรงพยาบาลขนาดเล็กมาก่อน ทำให้รู้ทุกขั้นตอน จึงสามารถออกแบบซอฟต์แวร์ได้ตรงกับความต้องการที่สุด ยิ่งกว่านั้นทั้งเกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว พอมาตอนนี้ระบบเว็บ แอพพลิเคชัน เป็นที่นิยม เท่ากับเราเริ่มต้นก่อนคนอื่นๆ ทุกอย่างพัฒนามาโดยตรงไม่ต้องปรับเปลี่ยนอะไรอีก จึงได้เปรียบกว่าซอฟต์แวร์อื่นๆ ในธุรกิจเดียวกัน” นพ.คมกฤช กล่าว

ปัจจุบันโรงพยาบาลที่ใช้ระบบเมดิโคเป็นแกนหลัก เช่น โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลทางจิตเวช ถือเป็นลูกค้ากลุ่มแรกๆ ที่ใช้ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา มีฐานข้อมูลขนาด 300 กิกะไบต์ ซึ่งถือว่าใหญ่มาก เพราะคนไข้ต้องใช้เวลารักษานานหลายปี และต้องมีการเก็บประวัติการรักษาอย่างต่อเนื่องแม้จะออกจากโรงพยาบาลไปแล้ว และตลอดการใช้งานที่ผ่านมาระบบทำงานได้เต็ม 100% ระบบแข็งแรงมาก และสามารถขยายได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีลูกค้าอีกประมาณ 15 แห่ง เช่น โรงพยาบาลบางมด และโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของตลาดไทย ที่ไม่นิยมซอฟต์แวร์ของคนไทยด้วยกัน ทางออกคือต้องไปตลาดต่างประเทศเพื่อสร้างชื่อเสียงก่อน สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ หรือซิป้า ได้พาผู้ประกอบการไทยไปบุกเบิกตลาดที่ประเทศญี่ปุ่นในงาน เว็บ แอนด์ โมบาย มาร์เก็ตติ้ง 2010 และซอฟต์แวร์โรงพยาบาลก็เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ประเทศญี่ปุ่นกำลังต้องการมาก แม้จะเคยพิจารณาซอฟต์แวร์จากจีนหรืออินเดีย ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการนี้ แต่ก็ไม่โดนใจเท่ากับ เมดิโค

“เมดิโค เป็นเว็บ แอพพลิเคชัน สามารถเพิ่มฟีเจอร์ได้ตลอด ปรับแต่งให้เข้ากับทุกโรงพยาบาลได้ง่ายตรงกับที่ญี่ปุ่นซึ่งมีโรงพยาบาลขนาดกลางและเล็กจำนวนมากต้องการ ซึ่งนักพัฒนาซอฟต์แวร์ในประเทศตอบสนองไม่ได้หรือมีค่าใช้จ่ายสูง จึงเป็นโอกาสในการเข้าทำตลาดทันที” นพ.คมกฤช กล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาของการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้ในญี่ปุ่นต้องการภาษาญี่ปุ่นเท่านั้นทำให้ตลาดแคบ เมื่อรวมกับค่าแรงที่สูง ทำให้โรงพยาบาลขนาดกลางและเล็กไม่มีเงินพอ ส่วนโรงพยาบาลขนาดใหญ่ก็จะลงทุนซื้อ ฮอสพิทอลอีอาร์พี มาใช้โดยตรงแต่ราคาสูงมาก ส่วนเมดิโค เนื่องจากเป็นเว็บ แอพพลิเคชันที่สามารถปรับแต่งได้จึงสามารถพัฒนาเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ไม่ยาก และเริ่มทำตลาดในประเทศญี่ปุ่นแล้ว

ตามแผนธุรกิจแล้ว หลังจากทำตลาดในต่างประเทศได้ ก็มีโอกาสกลับมาทำตลาดในประเทศไทยได้มากขึ้น เพราะเมื่อได้รับการยอมรับจากต่างประเทศเป็นการรับประกันคุณภาพ โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มาตรฐานอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ยังมีเวียดนาม ที่ได้พันธมิตรแล้วเช่นกันและมีโอกาสทำตลาดกับทุกโรงพยาบาลเพราะส่วนใหญ่ยังไม่มีการนำระบบบริหารจัดการโรงพยาบาลมาใช้งานเลย รวมถึงอินโดนีเซีย พิลิปปินส์ และจีน ที่เป็นตลาดที่น่าสนใจมาก และซอฟต์แวร์ของไทยก็ได้พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพเหนือกว่า เมื่อรวมกับโมเดลธุรกิจที่คิดค่าใช้จ่ายตามที่ใช้จริงไม่ใช่เหมาจ่ายแบบซอฟต์แวร์ของบริษัทขนาดใหญ่ จึงไม่เป็นอุปสรรคไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลขนาดกลาง หรือเป็นแค่สถานพยาบาลขนาดเล็กก็สามารถใช้ได้ และจ่ายเงินตามจำนวนการใช้งาน โดยนับจากจำนวนเครื่องลูกข่าย เพราะหมอ 1 คน อาจจะทำงาน 2 แห่ง ดังนั้นจำนวนผู้ใช้จะไม่ได้ตามตัวหมอคนนั้นไป แต่จะติดอยู่กับสถานพยาบาลเป็นหลัก

ระบบการทำงานของเมดิโค ยังรองรับการพัฒนาประเทศไทยสู่การเป็นฮับทางการแพทย์ได้อีกด้วย โดย เมดิโค เป็นเว็บแอพพลิเคชัน สามารถต่อยอดสู่ระบบคลาวด์ คอมพิวติงได้ทันที โดยองค์การอนามัยโลกมีมาตรฐานข้อมูลการแพทย์ เอชแอล7 ซึ่งเป็นรูปแบบไฟล์แบบเอ็กซ์เอ็มแอล ข้อมูลคนไข้ไม่ว่าจะมาจากประเทศใด ถ้าใช้มาตรฐานเดียวกันจะสามารถอ่านข้อมูลกันได้ ซึ่งระบบของเมดิโคเองเป็นแบบ เอชแอล7 อยู่แล้วด้วย ดังนั้นในอนาคตถ้าคนไข้จากญี่ปุ่นหรือประเทศไหนๆ ที่สนใจ อาจโอนย้ายข้อมูลมาโรงพยาบาลในประเทศไทยที่รองรับการอ่านไฟล์ เอชแอล7 ได้ทันที

เห็นแบบนี้แล้ว ถ้าจะหันมามองซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยคนไทยเองบ้างอาจจะพบว่าเสียเงินน้อยกว่าและได้ประสิทธิภาพมากกว่า อีกทั้งในระยะยาว อาจได้ประโยชน์จากการพัฒนาสู่ฮับทางการแพทย์ของประเทศไทยด้วย

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี