posttoday
ดอกเบี้ยขยับรับมืออย่างไร

ดอกเบี้ยขยับรับมืออย่างไร

13 สิงหาคม 2561

“แนวโน้มดอกเบี้ยสูงขึ้น” ถือว่าเป็นข่าวร้ายของหัวอกคนเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือหนี้บัตรเครดิต

 
“แนวโน้มดอกเบี้ยสูงขึ้น” ถือว่าเป็นข่าวร้ายของหัวอกคนเป็นหนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ หรือหนี้บัตรเครดิต รวมไปถึงนักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า ที่กู้เงินมาประกอบธุรกิจ หนีไม่พ้นจะต้องมีภาระผ่อนค่างวดสูงขึ้น บรรดาลูกหนี้ที่มีรายได้คงที่แต่รายจ่ายสูงขึ้นจะรับมืออย่างไรในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น 
 
ดอกเบี้ยบ้านขยับ 0.05-0.25%
 
ขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับดอกเบี้ยกู้บ้าน เริ่มด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ประเดิมขึ้น 0.05% ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยาก็ได้ปรับขึ้น0.25% นอกจากนี้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเปลี่ยนแพ็กเกจการให้เงินสินเชื่อ อย่างจากเดิมจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะยาว 3-5 ปี
ก็เริ่มที่จะปล่อยอัตราดอกเบี้ยลอยตัว นั่นหมายความว่า ลูกหนี้ที่เคยผ่อนชำระหนี้ต่อเดือนจะต้องผ่อนมากขึ้นตามแนวโน้มดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 
 
ดอกเบี้ยรถยนต์ 0.5-1%
 
ไม่เพียงดอกเบี้ยบ้านที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น บริษัทลีสซิ่งก็เริ่มปรับดอกเบี้ยสินเชื่อรถใหม่ด้วยเช่นกัน โดยในตลาดมีการปรับเพิ่มขึ้น 0.5-1% แล้ว   
 
ทั้งนี้ มีการประเมินกันว่า การขึ้นดอกเบี้ยทุก1% จะมีผลทำให้ค่างวดผ่อนสินเชื่อเพิ่มขึ้น 7% เงินกู้บ้าน 1 ล้านบาท จะมีภาระการผ่อนชำระเพิ่มขึ้น 700 บาท/เดือน และสินเชื่อบ้านกว่า 70% จะเป็นดอกเบี้ยแบบลอยตัว 
 
ลูกหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล 
 
ส่วนใหญ่อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะคงที่ไม่มีการปรับเปลี่ยนบ่อย และมีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คุมเพดานกำหนดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตไม่เกิน 18% อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลไม่เกิน 28% ดังนั้นก็ถือว่าหนี้จากบัตรเครดิตกับสินเชื่อมีอัตราดอกเบี้ยที่สูง ถ้าเป็นไปได้ก็ควรที่จะต้องรีบชำระหนี้ก่อน เพราะหลักการคิดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครคิตเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ คือไม่ลดต้นลดดอกเบี้ย ถ้าเรารูดใช้บัตรจำนวนเท่าไร หลักการคำนวณจะใช้เงินก้อนนั้นเป็นตัวตั้งต้นคำนวณดอกเบี้ย ไม่ว่าเราจะทยอยชำระหนี้ให้ลดลง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะลดต้นลดดอกเบี้ย
 
 ปรับตัวรับมือดอกเบี้ยขึ้น
 
จะว่าไปแล้ว สินเชื่อก้อนใหญ่ของพวกเราจะเป็น “สินเชื่อบ้าน” 
 
สำหรับลูกค้าที่ผ่อนเงินกู้บ้านกับธนาคารพาณิชย์ ก็สามารถที่จะลดภาระการผ่อนต่องวดลง
 
- รีไฟแนนซ์หนี้ ไปหาแบงก์ที่ให้ดอกเบี้ยต่ำกว่า ก็จะต้องชั่งน้ำหนักคำนวณให้ดีว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม
 
- รีบโปะหนี้ เพื่อให้เงินต้นลดลง ดอกเบี้ยก็จะได้ลดลงตาม

ดอกเบี้ยขยับรับมืออย่างไร

 
(1) รีไฟแนนซ์หนี้
 
หนี้บ้าน
 
ในช่วงที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์มีการแข่งขันการปล่อยสินเชื่อบ้าน ออกแคมเปญให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยดอกเบี้ยปีแรกๆ อัตราดอกเบี้ยต่ำมาก0-1.99% หรือมีแคมเปญดอกเบี้ยคงที่ 3-5 ปีอยู่ที่ 3.5-5.5% หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบขั้นบันได
 
แต่หลังจากหมดโปรโมชั่นแล้วส่วนใหญ่จะถูกปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัวโดยเฉลี่ยอัตราดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้านหรือดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อยชั้นดีจะอยู่ที่ (เอ็มอาร์อาร์) 7.12-8.50%
 
โดยทั่วไปเมื่อครบกำหนดระยะเวลาแคมเปญอัตราดอกเบี้ยแล้ว เราสามารถที่จะไปยื่นขอธนาคารเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้ ก็คือเปลี่ยนสัญญาเงินกู้ใหม่ จากเดิมดอกเบี้ยลอยตัว เปลี่ยนมาเป็นดอกเบี้ยใหม่ที่มีเงื่อนไขที่ดีกว่า...
 
 หรือจะรีไฟแนนซ์ไปหาสถาบันการเงินอื่นๆ ที่มีข้อเสนอที่ดีกว่า (ดอกเบี้ยที่ถูกกว่า) แต่ก็จะต้องคำนึงถึงความยุ่งยากในการดำเนินการรีไฟแนนซ์ และค่าใช้จ่ายในการทำนิติกรรมหรือขอสินเชื่อใหม่ 
 
แล้วก็มีคำถามว่าเราจะเลือกอัตราดอกเบี้ยเงินกู้บ้านแบบคงที่นานๆ ดี หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัวดีกว่ากัน 
 
ถ้าจะให้แนะนำ การเลือกดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน...อย่า! ดูดอกเบี้ยโปรโมชั่นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ จะให้ดีต้องดูดอกเบี้ยเฉลี่ย 3 ปีแรก     
 
หรือควรดูดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะยาว เพราะจะไม่ต้องกังวลกับอัตราดอกเบี้ยลอยตัว เพราะหนีไม่พ้นดอกเบี้ยมีแนวโน้มขาขึ้นอยู่แล้ว ... และไม่ต้องกังวลเมื่อเวลาดอกเบี้ยมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลง ซึ่งจะส่งผลต่อเงินงวดที่ผ่อนชำระในแต่ละเดือน
 
หนี้บัตรเครดิต 
 
รีไฟแนนซ์บัตรเครดิต คือ การย้ายวงเงินที่ค้างชำระอยู่ในบัตรเครดิตที่เก่าทั้งต้นทั้งดอก ไปยังธนาคารพาณิชย์ที่รับรีไฟแนนซ์เพื่อปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ให้เหมาะสมต่อการชำระหนี้ คล้ายๆ กับเป็นการรวมเจ้าหนี้หลายๆ คน มาเป็นเจ้าหนี้เดียวกัน ซึ่งก็เห็นธนาคารพาณิชย์หลายแห่งออกโปรโมชั่นจูงใจเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าหรือเป็นการยืดระยะเวลาออกไป ก็ทำให้ลดภาระการผ่อนชำระหนี้ต่องวดลงได้ 
 
 (2) โปะหนี้ ตัดเงินต้นหรือที่เรียกว่าลดต้นลดดอกเบี้ย
 
บังเอิญถ้าเรามีเงินก้อนหนึ่ง จะโปะหนี้ไหมนะ มีหลักการคิดง่ายๆ เงินก้อนนั้นทำผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยที่เราจ่ายหนี้หรือไม่ เช่น มีเงินก้อน เอาไปฝากประจำได้ดอกเบี้ย 1.25% ต่อปี แต่ถ้าเอาเงินก้อนนี้ไปโปะหนี้ หรือลดหนี้ให้ลดลง 
 
โดยเฉพาะลดหนี้บัตรเครดิต/สินเชื่อบุคคล บัตรกดเงินสด ที่ดอกเบี้ยสูง 18-28% ใครที่จ่ายขั้นต่ำทุกเดือน ถ้ามีเงินก้อน ควรจะรีบไปชำระหนี้ก้อนนี้ก่อนปิดบัญชีไปเลย
 
เพราะหนี้บัตรเครดิตนั้น ใช้วิธีการคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ คือจะคิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ตามยอดเงินที่เราใช้จ่ายหรือรูดซื้อสินค้า ไม่ว่าเราจะผ่อนไปเกือบหมดแล้วแต่ก็ยังถูกคิดอัตราดอกเบี้ยยอดเงินต้น หรือการคิดดอกเบี้ยไม่ใช่ลดต้นลดดอกเหมือนสินเชื่อบ้าน  
 
เช่นเดียวกับ สินเชื่อรถยนต์ วิธีการโปะหนี้ก็ไม่ได้ช่วยให้ภาระหนี้ลดลง เพราะเจ้าหนี้ได้รวมดอกเบี้ยเข้าไปเรียบร้อยแล้ว 
 
สรุปการจะโปะหนี้ ควรเลือกที่เป็นหนี้ประเภทลดต้นลดดอก คือ หนี้ที่เห็นได้ชัดว่าเมื่อจ่ายเพิ่มแล้ว โปะแล้วดอกเบี้ยจะลดลงอย่างเป็นกอบเป็นกำ เห็นผลกับระยะเวลาผ่อนสั้นลงด้วย “สินเชื่อที่อยู่อาศัย”
 
วิธีการโปะหนี้ มีทั้งมีเงินก้อนหนึ่งแล้วเอามาโปะหนี้เลย หรือหากไม่มีเงินก้อน ก็สามารถที่เพิ่มเงินงวดหรือจ่ายเงินผ่อนต่อเดือนให้มากขึ้นเพียงแค่เพิ่มอีก 10% จากที่จ่ายเงินงวดเดิม ก็ช่วยร่นระยะเวลาการผ่อนให้หมดหนี้เร็วขึ้น แถมยังลดภาระดอกเบี้ยจ่าย เพราะสินเชื่อบ้านจะเป็นแบบ “ลดต้นลดดอก”
 
ตัวอย่าง หนี้บ้าน 3 ล้านบาท จ่ายดอกเบี้ย 5% ต่อปี ผ่อนมาแล้ว 4 ปี เหลือผ่อนอีก 25 ปี ถ้าไม่ได้เอาเงินไปโปะ เราจะต้องจ่ายดอกเบี้ยปีละ 1.45 แสนบาท
 
ในขณะที่ถ้าเอาเงินก้อน 1 แสนบาท ไปโปะหนี้บ้าน ดอกเบี้ยที่จ่ายให้ธนาคารจะกลายเป็น 1.4 แสนบาท ประหยัดเงินจ่ายดอกไปได้ 1.45 แสนบาท หัก 1.4 แสนบาท เหลือ 5,000 บาทใน 1 ปี อีกทั้งยอดหนี้คงค้างจะลดลงเร็วขึ้นอีก ทำให้ช่วยร่นระยะเวลาการผ่อนให้เร็วขึ้นด้วย 2 ปี (ข้อมูลจาก www.refinn.com)
 
การโปะหนี้บ้านนั้นช่วยให้ผ่อนบ้านหมดเร็วขึ้น และเสียดอกเบี้ยทั้งหมดลดลงได้จริง โดยวิธีเพิ่มเงินงวดหรือจ่ายผ่อนต่อเดือนให้มากขึ้น เพียงแค่เพิ่มอีก 10% จากที่จ่ายเงินงวดเดิมก็ช่วยให้ผ่อนคอนโดได้เร็วขึ้นแล้ว เช่น ปกติจ่ายเงินงวดเดือนละ 1 หมื่นบาท ให้เพิ่มอีกเดือนละ 1,000 บาท เป็นการเพิ่มด้วยจำนวนเงินน้อยๆ อาจจะเป็นการชำระเกินทุกงวด
 
ไม่ว่าดอกเบี้ยจะขึ้นหรือจะลง เราในฐานะลูกหนี้ต้องเตรียมพร้อมรับมือ บริหารเงินอย่างมีวินัย ต้องคิดหาวิธีการที่จะทำให้ต้นทุนการเงินลดลง อย่างน้อยก็เป็นหนี้อย่างมีความสุขไม่ต้องทุกข์ร้อนกับ “ดอกเบี้ย” มากนัก

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ