
เอสซีไอเมียนมา คีย์เติบโตของ SCI
เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค (SCI) ได้เปิดโรงงานเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและเสาโทรคมนาคมในนิคมติละวา เมียนมา
โดย/ภาพ โดย เจียรนัย อุตะมะ
เมื่อวันที่ 9 ส.ค.ที่ผ่านมา บริษัท เอสซีไอ อีเลคตริค (SCI) ได้เปิดโรงงานเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงและเสาโทรคมนาคมในนิคมติละวา เมียนมา ขนาดกำลังการผลิตเสาและโครงสร้างเหล็ก 7,500 ตัน/ปี และโรงชุบสังกะสีหรือชุบกัลป์วาไนซ์กำลังการผลิต 2.4 หมื่นตัน/ปี มูลค่าโครงการ 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 660 ล้านบาท โดยการสนับสนุนสินเชื่อจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) 11.6 ล้านดอลลาร์ หรือ 382.8 ล้านบาท ดอกเบี้ยกว่า 4% ระยะเวลา 7 ปี โดย 1 ปี 6 เดือนแรกจ่ายแค่ดอกเบี้ย โรงงานนี้เน้นขายภายในประเทศเป็นหลัก รองรับการขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลเมียนมา
บริษัทได้จัดตั้งบริษัท เอสซีไอ เมทัล เทค (เมียนมา) ดำเนินธุรกิจโรงงานชุบกัลป์วาไนซ์ที่เป็นบริษัทเอกชนรายแรกของเมียนมาที่เน้นขายภายในประเทศ รองรับการขยายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลเมียนมา โดยการร่วมทุนระหว่าง SCI 95% และผู้ร่วมทุนในเมียนมา 5%
เกรียงไกร เพียรวิทยาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCI คาดหวังว่า โรงงานดังกล่าวจะทำให้กำไรบริษัทฟื้นตัวในปี 2562 จากรายได้จากเมียนมาที่จะเข้ามาปีละ 400-500 ล้านบาท และชดเชยรายได้จากลาวที่หายไปตั้งแต่ไตรมาส 3/2560 ฉุดกำไรบริษัทลดลงมาต่ำกว่า 100 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา
“การขยายการลงทุนในเมียนมาครั้งนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงธุรกิจ ลดการพึ่งพารายได้ในประเทศเพียงอย่างเดียว โดยคาดว่ารายได้จากในประเทศจะเป็น 80% และรายได้ต่างประเทศ 20% หลังจากโรงงานในเมียนมาแล้วเสร็จ และการขยายการลงทุนในลาวจะทำให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นครึ่งต่อครึ่ง จากปัจจุบันรายได้จากในประเทศสูงถึง 90% นอกจากนี้ยังจะจับมือพันธมิตรหาช่องทางรับงานก่อสร้างสายส่ง EPC ที่เมียนมา เพื่อเป็นการต่อยอดโรงงานผลิตเสาส่ง และผลักดันให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และมั่นคง”
บริษัทคาดว่า ในปี 2562 รายได้รวมจะแตะ 2,200-2,300 ล้านบาท เป็นผลจากการเปิดโรงงานในเมียนมา และการรับรู้รายได้โครงการที่ประมูลได้ในปี 2561 เข้ามา อัตรากำไรขั้นต้นมีโอกาสเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 15-20% หลังโรงงานในเมียนมาเริ่มผลิตสินค้าเพื่อใช้ในงานก่อสร้างในเมียนมา ซึ่งมีราคาขายดีกว่าในไทยและต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า
ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้บริษัทจะมีกำไรเล็กน้อย จากรายได้เติบโต 15% จากปีก่อนที่มีรายได้ 1,678 ล้านบาท และอัตรากำไรขั้นต้นทรงตัว 10% จากค่าเงินบาทที่คาดว่าจะมีค่าเฉลี่ยที่ 34 บาท แม้ไตรมาสแรกปีนี้จะมีผลขาดทุน 23 ล้านบาท แต่เป็นผลจาก การขาดทุนค่าเงินบาทที่คาดว่าไตรมาส 2 จะพลิกมามีกำไร โดยไตรมาสแรกผลการดำเนินงานถึงจุดต่ำสุดแล้ว สำหรับครึ่งปีหลังจะมีการหักค่าเสื่อมจากโรงงานใหม่ที่เมียนมาประมาณ 10 ล้านบาท โดยบริษัทมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้อยู่ที่ 100-200 ล้านบาท ที่จะรับรู้รายได้ในไตรมาส 3
บริษัทคาดว่าจะมียอดขายเสาเทเลคอมราว 1,600 ต้นในปีนี้ จากช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาได้มียอดขายแล้ว 800 ต้น
“ไตรมาส 2 บริษัทจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการโซลาร์รูฟท็อปภายใต้บริษัทร่วมทุน คือ บริษัท ที ยูทิลิตี้ส์ (TU) เข้ามา และแนวโน้มเงินบาทเริ่มอ่อนค่า หากค่าเงินบาทอยู่ที่ 34 บาท/ดอลลาร์ จะทำให้บริษัทเริ่มมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงงานเสาส่งที่เข้ามาเพิ่มขึ้น”
เกรียงไกร กล่าวว่า หากโครงการสายส่งไฟฟ้า 500 kv ที่ลาวเดินหน้าในปี 2562 ผลการดำเนินงานของบริษัทจะกลับไปมีกำไรเท่ากับปี 2559 ที่มีกำไร 162.52 ล้านบาท จากรายได้ 1,970 ล้านบาท
สำหรับโครงการที่ลาวที่หยุดดำเนินการไปเมื่อปี 2560 เชื่อว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ เนื่องจากในลาวมีโครงการโรงไฟฟ้าจำนวนมากที่จะเริ่มจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) ในช่วงปี 2562-2563 จึงต้องมีการสร้างสายส่งไฟฟ้าเพื่อที่จะรองรับก่อนที่โรงไฟฟ้าที่กำลังจะก่อสร้างแล้วเสร็จ
นอกจากนั้น SCI ยังเตรียมเข้าประมูลงานต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ งานสายส่งไฟฟ้าขนาด 500 kv จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 2 โครงการในช่วงครึ่งปีหลัง รวมถึงโครงการคันบกซึ่งเป็นงานเสาส่งไฟฟ้าแรงสูงของภาคเอกชนในเมียนมา ระยะทาง 450 กิโลเมตร
ขณะที่งานภายใต้บริษัทร่วมทุน TU นั้น โครงการโซลาร์รูฟท็อปเซ็นสัญญาในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนด้วยกัน (ไพรเวท พีพีเอ) แล้ว 4 เมกะวัตต์ และติดตั้งแล้วเสร็จไปและจ่ายไฟเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ (ซีโอดี) 2 เมกะวัตต์ รวมทั้งอยู่ระหว่างเจรจาเซ็นสัญญากับโรงงานอุตสาหกรรมอีก
3 เมกะวัตต์ ปีนี้บริษัทมั่นใจว่าจะสามารถซีโอดีได้ 7 เมกะวัตต์ โดยโครงการดังกล่าวมีผลตอบแทนจากการลงทุน (ไออาร์อาร์) อยู่ที่ 12%
นอกจากนี้ TU ยังอยู่ระหว่างเข้าประมูลโรงผลิตน้ำในภาคใต้ของไทย คาดว่าจะเริ่มประมูลปลายปี 2561 และคาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้าง 1 ปี จะรับรู้รายได้ในปี 2562 โดย TU จะรับผิดชอบโรงกรองน้ำด้วย มูลค่าการลงทุน 600 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมในเวียดนาม ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในเวียดนาม คาดว่าจะชัดเจนในปี 2562
ราคาหุ้น SCI ปิด 3.34 บาท ลดลง 3.47%







