
สสว.เตรียมพิจารณาการดำเนินงานโครงการร่วมลงทุน
สสว.เตรียมพิจารณาการดำเนินงานโครงการร่วมลงทุน หลังมีผู้ประกอบการหลายรายต้องการถอนหุ้นออกก่อนหมดสัญญา และมีผู้ร้อนเรียนให้สสว.ถอนหุ้นออกไป
สสว.เตรียมพิจารณาการดำเนินงานโครงการร่วมลงทุน หลังมีผู้ประกอบการหลายรายต้องการถอนหุ้นออกก่อนหมดสัญญา และมีผู้ร้อนเรียนให้สสว.ถอนหุ้นออกไป
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (บอร์ดสสว.) เปิดเผยว่า บอร์ดจะดำเนินการพิจารณาโครงการร่วมทุนระหว่างสสว.และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ภายใต้กองทุนร่วมลงทุนของสสว. ถึงแนวทางการดำเนินงานหลังจากนี้ เนื่องจากมีหลายโครงการต้องการออกจากสัญญาการร่วมทุนก่อนกำหนด และมีผู้ลงทุนรายใหม่ต้องการมาขอซื้อหุ้นจากสสว.รวมทั้งสัญญาเริ่มจะทยอยหมดอายุลงแล้ว
ทั้งนี้ มีโครงการที่อยู่ระหว่างการร่วมลงทุนกับสสว.จำนวน 55 โครงการ โดยจะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จในเดือนม.ค. 2554 ส่วนกรณีที่มีผู้ร้อนเรียนต้องการให้สสว.ถอนหุ้นออกไปก่อนหมดสัญญา โดยขอให้ยกเว้นการจ่ายค่าตอบแทนบางส่วนจากสัญญาที่กำหนดไว้ต้องจ่ายค่าตอบแทนให้สสว. 8% จากราคาหุ้นนั้น ในกรณีนี้จะมีการพิจารณาอย่างเร่งด่วนให้ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปให้ได้ภายในวันที่ 10 พ.ย. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการด้วย
สำหรับแนวทางการพิจารณาจะดูว่าแต่ละโครงการมีมูลค่าเท่าไหร่ สภาพคล่องของบริษัท และอนาคตของบริษัท ซึ่งบางกลุ่มมีเจ้าของเดิมมาขอซื้อหุ้นคืน บางกลุ่มมีนักลงทุนรายใหม่เข้ามาขอซื้อหุ้น จึงได้ให้บริษัทที่ปรึกษาเจ้ามาจัดกลุ่ม เพื่อหาแนวทางการจัดการที่เหมาะสมต่อไป
นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสสว. กล่าวว่า การเข้าไปร่วมลงทุนร่วมกับผู้ประกอบการใน 55 โครงการ ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 1,110 ล้านบาท โดยสัญญาเริ่มทำกันมาตั้งแต่ปี 2547 และ 2548 สัญญามีระยะเวลา 5ปี และ 7 ปี ขณะนี้สัญญาเริ่มทยอยครบกำหนด และมีผู้ประกอบการบางกลุ่มต้องการขอเลิกสัญญาก่อนกำหนด โดยขอยกเว้นค่าตอบแทนที่ระบุอยู่ในสัญญา ซึ่งบอร์ดเห็นว่าเรื่องนี้จะต้องนำมาพิจารณาใหม่ทั้งหมด เพื่อผลประโยชน์ของผู้ประกอบการ และผลประโยชน์ของราชการด้วย เพราะหากพิจารณายกเว้นให้รายใดรายหนึ่งรายอื่นๆ ก็จะขอไม่ดำเนินการตามสัญญาเหมือนกัน
ดังนั้น จึงต้องมีการจัดกลุ่มสถานะของแต่ละโครงการ เพื่อให้เกิดการจัดการที่เท่าเทียมกัน และแต่ละโครงการก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน จึงต้องบริหารจัดการให้ดี แต่สำหรับกรณีที่ผู้ประกอบการมาร้องเรียนให้สสว.ถอนหุ้นออกไปโดยเร็วนั้น เพราะมีผู้ถือหุ้นรายใหม่ต้องการจะมาขอซื้อหุ้น ก็จะเร่งพิจารณาให้โดยเร็ว
สำหรับโครงการที่เข้าร่วมโครงการร่วมลงทุนมีทั้งหมด 60 โครงการ ขอถอนออกไปแล้ว 5 โครงการ เหลือ 55 โครงการ ซึ่งในจำนวนนี้อยู่ระหว่างการบอกเลิกสัญญาจำนวน 21 โครงการ โดยขณะนี้วงเงินภายใต้โครงการยังเหลือใช้อยู่อีก 1,300 ล้านบาท ซึ่งบอร์ดยังคงเห็นว่าการร่วมลงทุนเป็นโครงการที่ดี ถ้าใช้ไปในด้านการสร้างอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ แต่อาจจะต้งมีการบริหารจัดการใหม่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา
แหล่งข่าวจากบริษัทฟ้าขวัญพิทย์ ผู้ผลิตเอทานอล กล่าวว่า ต้องการให้สสว.ออกไป เพราะไม่มีความเป็นธรรมในการถือหุ้น ผู้ประกอบการไม่มีสิทธิในการตัดสินใจแม้ว่าจะถือหุ้นมากกว่า ตอนนี้จึงต้องการให้ผู้ถือหุ้นรายใหม่เข้ามาซื้อ







