
3 นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น นวัตกรรมขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0
เศรษฐกิจยุคดิจิทัล จำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เพื่อคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาประเทศ
โดย ปริญญา ชูเลขา
เศรษฐกิจยุคดิจิทัล จำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์เพื่อคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาพัฒนาประเทศ จึงต้องเร่งสร้างองค์ความรู้ที่มีศักยภาพไปสู่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือการใช้งานด้านต่างๆ เพื่อตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ
โดยเฉพาะโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) แหล่งรวบรวมอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ล้วนใช้เทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งจะนำมาสู่การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงภายใต้โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาล
ศ.ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล ประธานคณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและอธิการบดีสถาบันวิทยสิริเมธี กล่าวว่า การที่จะยกระดับประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด และเปลี่ยนจากการเป็นผู้ซื้อเทคโนโลยีมาเป็นผู้สร้างนวัตกรรม เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น จำเป็นต้องส่งเสริมความเป็นเลิศในสาขาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือวิศวกร ที่สร้างผลงาน จึงเป็นที่มาของการมอบรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2561 รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
“จากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ใน 137 ประเทศทั่วโลกพบว่า ระดับความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 32 ระดับความสามารถด้านการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอยู่อันดับที่ 57 ความพร้อมด้านเทคโนโลยีอยู่ในอันดับที่ 61 และการสร้างนวัตกรรมอยู่อันดับที่ 50 หากเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ในอาเซียน 10 ประเทศ การสร้างนวัตกรรมของไทยและคุณภาพของระบบการศึกษา ต่างก็อยู่อันดับที่ 4” ศ.ดร.จำรัส กล่าว
รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปีนี้ ได้แก่ ศ.ดร.อรวรรณ ชัยลภากุล ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ในอาเซียนที่สามารถคิดค้นและพัฒนาการตรวจวัดทางเคมีไฟฟ้าชนิดใหม่ มีประสิทธิภาพสูงสุด ง่ายต่อการใช้งาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พกพาได้สะดวก สามารถประดิษฐ์ได้ง่าย และยังคงไว้ซึ่งสภาพไวในการตรวจวัด โดยก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ นำไปสู่นวัตกรรมการตรวจวิเคราะห์ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม ด้านอาหาร รวมไปถึงด้านการแพทย์ เช่น การตรวจโรคมะเร็ง เป็นต้น
“ได้ศึกษางานวิจัยชิ้นนี้ถึง 18 ปี จุดเริ่มต้นเกิดจากการได้ไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่น และได้พบปะพูดคุยกับนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ หลากหลายประเทศจากทั่วโลก จึงเกิดเป็นความมุมานะอยากบอกว่าผลงานดังกล่าวหากสามารถผลักดันให้นวัตกรรมการตรวจวัดเหล่านี้ กลายเป็นอุปกรณ์ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงและนำไปใช้งานเองได้ ก็จะช่วยลดการนำเข้าอุปกรณ์ การตรวจวิเคราะห์จากต่างประเทศ และเป็นการช่วยส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในการผลิตอุปกรณ์เหล่านี้ เพื่อใช้งานได้เองภายในประเทศ” ศ.ดร.อรวรรณ กล่าว
สำหรับรางวัลนักวิทยาศาสตร์คนรุ่นใหม่ที่ได้รับรางวัลด้วย 2 ท่าน คือ ผศ.ดร.เจ้าทรัพย์ บุญมาก สาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในผลงาน “ผลึกวิทยาของวัสดุโคออร์ดิเนชันพอลิเมอร์และสารเชิงซ้อนชนิดใหม่” ที่แสดงสมบัติการดูดซับโมเลกุลหรือไอออนบางชนิด แสดงสมบัติแม่เหล็กและเป็นตัวตรวจวัดเชิงแสงวัสดุโคออร์ดิเนชันพอลิเมอร์ ประกอบด้วย โลหะอะตอมกลางที่สร้างพันธะเคมีกับลิแกนด์สะพานต่อเนื่องกันไป เกิดเป็นโครงสร้างหนึ่งมิติจนถึงโครงข่ายในสามมิติ ซึ่งสมบัติของวัสดุประเภทนี้จะขึ้นกับชนิดของโลหะและลิแกนด์สะพานการจัดเรียงโครงสร้างเป็นหลัก เนื่องจากวัสดุกลุ่มนี้เป็นสารประกอบชนิดใหม่ จึงจำเป็นต้องศึกษาโครงสร้างด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนของรังสีเอกซ์ผ่านผลึกเดี่ยว ทำให้ทราบถึงองค์ประกอบภายในการจัดเรียงอะตอม อันตรกิริยาระหว่างโมเลกุลของวัสดุเป็นอย่างไร ซึ่งนำไปสู่การคาดคะเนและการอธิบายสมบัติของวัสดุดังกล่าวได้
และอีกหนึ่งรางวัลเป็นของ ดร.จุฬารัตน์ วัฒนกิจ อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาการพลังงาน สถาบันวิทยสิริเมธี ในผลงาน “ตัวเร่งปฏิกิริยานาโนสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน” นับเป็นงานวิจัยที่ตอบสนองการใช้ชีวิตประจำวันที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางเคมีทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยกระบวนการต่างๆ ล้วนเกี่ยวข้องกับตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีทั้งสิ้น ตัวเร่งปฏิกิริยาที่ดีนั้นไม่เพียงแค่สามารถช่วยเร่งปฏิกิริยาให้เกิดเร็วขึ้น แต่ยังต้องสามารถกำหนดทิศทางการเกิดสารผลิตภัณฑ์ที่ต้องการได้อีกด้วย
ดร.จุฬารัตน์ กล่าวว่า การพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาวิวิธพันธุ์ โดยแนวทางงานวิจัยที่สนใจ คือ การออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยาวิวิธพันธุ์ประเภทซีโอไลต์ที่มีลักษณะเป็นสองมิติ โดยตัวเร่งปฏิกิริยาที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการเร่งปฏิกิริยาเพิ่มขึ้น และมีหมู่ฟังก์ชั่น
ในการเลือกเกิดสารผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ โดยงานวิจัยในส่วนนี้มุ่งเน้นการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เพื่อเปลี่ยนสารประกอบที่มีมูลค่าต่ำไปเป็นสารที่มีความต้องการและมีมูลค่าสูงได้
“ในชีวิตประจำวันสิ่งของรอบตัวเราเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมยานยนต์ สื่อสิ่งพิมพ์ หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมอาหารและยา ซึ่งวัตถุดิบเริ่มต้นจากอุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนได้มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
ทั้งสิ้น ปัจจุบันประเทศไทยยังอาศัยการนำเข้าตัวเร่งปฏิกิริยาจากต่างประเทศ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องไม่เพียงแค่สามารถพัฒนางานวิจัยภายในประเทศสำหรับการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาเพื่อลดการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่เรายังมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีประสิทธิภาพดีกว่าตัวเร่งปฏิกิริยาในท้องตลาด” ดร.จุฬารัตน์ กล่าว
นี่คืออีกก้าวหนึ่งของการสร้างนวัตกรรมของประเทศ เพื่อการพลิกเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต







