
ญี่ปุ่นกับการล่มสลาย ของความมุ่งมั่น
ไม่กี่ปีมานี้ มักมีเสียงบ่นว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่สู้งาน ไม่อดทนเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน แต่ที่ญี่ปุ่นนักวิชาการเขาประกาศเรื่องทำนองนี้มาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว
ไม่กี่ปีมานี้ มักมีเสียงบ่นว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่สู้งาน ไม่อดทนเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน แต่ที่ญี่ปุ่นนักวิชาการเขาประกาศเรื่องทำนองนี้มาตั้งแต่เมื่อ 30 ปีที่แล้ว
เมื่อปี ค.ศ. 1991 ซึ่งเศรษฐกิจญี่ปุ่นกำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองสุดๆ นักวิชาการที่ชื่อ ทาโมซึ เซ็นโกขุ (Tamotsu Sengoku) ตั้งข้อสังเกตถึงวิถีชีวิตของหนุ่มสาวชาวญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป แล้วเขียนเป็นหนังสือที่ชื่อว่า “การล่มสลายของความมุ่งมั่น”
“การล่มสลายของความมุ่งมั่น” อธิบายว่า เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของคนหนุ่มสาวที่เกิดขึ้น เป็นเพราะรูปแบบของสังคมญี่ปุ่นที่เปลี่ยนไป เปลี่ยนจาก “สังคมมุ่งผลิต” เป็น “สังคมมุ่งบริโภค”
ชื่อสังคมมุ่งบริโภคอาจจะดูแฝงแง่ลบ แต่ที่จริงกลับไม่มีอะไรผิด มันก็คือการยกระดับคุณภาพชีวิตของแต่ละครัวเรือนให้ดีและสะดวกสบายขึ้น แถมยังช่วยกระตุ้นวงจรเศรษฐกิจได้อีกด้วย สังคมทุกสังคมมุ่งมั่นสร้างความเจริญ ก็เพื่อให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้น นี่เป็นเรื่องปกติที่สุดของเศรษฐศาสตร์แห่งมนุษย์
ซึ่งสิ่งสำคัญที่ซ่อนอยู่ในสังคมมุ่งบริโภคที่ทำให้หนุ่มสาวเปลี่ยนไป มันไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจและความสะดวกสบาย แต่กลับอยู่ตรงปรากฏการณ์ที่เป้าหมายร่วมของสังคมเริ่มพร่ามัว
ความแตกต่างระหว่าง “สังคมมุ่งผลิต” และ “สังคมมุ่งบริโภค” อยู่ที่ว่าสังคมมุ่งผลิตเป็นสังคมที่มีเป้าหมายชัดเจน และเน้นการผลักดันร่วมกันทั้งสังคม ทำให้เป้าหมายของคนในประเทศทุกระดับสอดคล้องกัน
เช่น ประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลกตั้งเป้าหมายว่าจะสร้างเศรษฐกิจให้รุ่งเรืองกว่ายุโรป เมื่อเป้าหมายนี้ถ่ายทอดลงระดับเมืองก็เป็นการพัฒนาสาธารณูปโภคและตึกรามบ้านช่อง เมื่อลงมาถึงระดับนักลงทุนก็คือการสร้างผลิตภัณฑ์ดีๆ ออกตีตลาดโลก และเมื่อลงมาถึงคนทั่วไปก็คือการสร้างฐานะ ขยันทำงานเพื่อปีนป่ายสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นไปในสังคม
ส่วนสังคมมุ่งบริโภคต่างออกไป กลไกเบื้องต้นของการบริโภคก็คือการสร้างคุณค่าความหลากหลาย ไม่ให้ผู้คนมีเพียงแค่เป้าหมายเดียว แต่ละคนในสังคมจึงมีหนทางของตัวเอง ไม่ว่าเรื่องกินเรื่องเก็บเรื่องใช้เรื่องเสพ ใครใคร่ทานข้าวปั้นก็ทานไป ใครใคร่ทานสเต๊กเนื้อวากิวก็เชิญ ไม่มีใครชี้ผิดชี้ถูกใครได้ ขอให้ผู้บริโภคแต่ละคนพึงใจก็เพียงพอ ความมุ่งมั่นในสังคมมุ่งบริโภคจึงเอาไปสั่งใครไม่ได้ นอกจากตัวเอง
เมื่อสังคมที่มีถูกมีผิด ถูกแทนที่ด้วยสังคมที่ต่างคนต่างมีความถูกต้องในจุดที่ตัวเองยืนอยู่ ทำอย่างนั้นก็ถูก ทำอย่างนี้ก็ได้ ภาพรวมความมุ่งมั่นจึงลดลงเช่นกัน และไม่ว่าความมุ่งมั่นจะเกิดจากปัจจัยหลากหลายเพียงใด แต่สังคมที่สูญเสียเป้าหมายร่วม ซึ่งเป็นเครื่องมือขั้นพื้นฐานที่ทำให้คนทุกระดับทำงานของตนไปร่วมกันกับผู้อื่นได้ ย่อมทำให้ความร่วมมือของคนในสังคมลดลงในภาพรวม และเศรษฐกิจย่อมจะชะลอตัวลง
ชีวิตของสังคมมุ่งบริโภค ยังสร้างคติที่ต้องเสพสุขจากขั้นตอนการทำงานบ้างอะไรบ้าง การอดทนกับเรื่องขัดใจและยากลำบากในหน้าที่การงานจึงกลายเป็นรอยตำหนิของคุณค่าในตัวตน มากกว่าความท้าทายและสิ่งที่ต้องจ่ายเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายในสังคมมุ่งผลิต
ดังนี้แล้ว การตัดสินใจเปลี่ยนงานเมื่อต้องเผชิญความกดดันจึงง่ายขึ้นอย่างชัดเจน
ด้านโรงเรียนและครอบครัวต่างเน้นย้ำให้เคารพในตัวตนและทางเลือกของเด็กๆ ไม่ว่าครูหรือผู้ปกครองจึงไม่ควรนำเอาคุณค่าของคนรุ่นตนมาบีบบังคับยัดเยียดให้ลูกหลาน เพราะครูหรือผู้ปกครองก็ไม่จำเป็นต้องถูกต้องเสมอไป
ผลข้างเคียงอีกอย่างที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นก็คือ วัยรุ่นหัวกบฏที่ต่อต้านและต่อสู้เพื่อสังคมลดน้อยลง ในเมื่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ไม่ได้ใช้กฎเกณฑ์ของตนมาบังคับตัดสินวัยรุ่น แล้ววัยรุ่นจะไปเคลื่อนไหวต่อต้านใคร เอาเวลาไปหาคุณค่าเฉพาะตัวดีกว่า
อันที่จริงไม่ใช่แค่สังคมญี่ปุ่นเท่านั้น ปรากฏการณ์สังคมมุ่งผลิตเปลี่ยนเป็นสังคมมุ่งบริโภคคือพัฒนาการปกติที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รายละเอียดอาจต่างกันไปบ้าง เพราะวัฒนธรรมของแต่ละสังคมย่อมต่างกันไป
แก่นของเรื่องนี้ไม่ได้ต้องนำสังคมมุ่งผลิต สังคมมุ่งบริโภคมาตัดสินว่าอันไหนเลวร้ายหรือประเสริฐ (จากประโยคนี้ก็รู้ได้ว่าผู้เขียนกำลังอยู่ในสังคมมุ่งบริโภคนี่หว่า)
แต่เรื่องนี้มีข้อคิดว่า เมื่อใดที่สังคมหรือองค์กรไร้เป้าหมายร่วม เมื่อนั้นความเปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อวิธีคิดและชีวิตส่วนบุคคล และหากประเทศหาช่องทางในการสร้างเป้าหมายร่วมในสังคมมุ่งบริโภคได้ “การล่มสลายของความมุ่งมั่น” ก็อาจจะไม่ถึงขั้นล่มสลายไม่เหลือหลอ
พอถึงตอนนี้อาจจะพอเห็นรางๆ ว่าการสร้างเป้าหมายร่วมของชาติในจังหวะที่ขึ้นแท่นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปแล้ว เช่น American Dream, China Dream มีประโยชน์ทางอ้อมได้อย่างไรบ้าง







