
เอ็นพีแอลเพิ่ม ภัยร้ายเศรษฐกิจ
ผลการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์
โดย ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
ผลการดำเนินงานธนาคารพาณิชย์
ในครึ่งแรกของปี 2561 ทยอยแจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจนครบทั้ง 11 ธนาคารแล้ว ซึ่งภาพรวมก็เป็นไปตามที่คาดกันว่ารายได้ค่าธรรมเนียมลดลงอย่างมีนัย จากการยกเลิกค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมบนช่องทางดิจิทัล
ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ซึ่งเป็นตัวเลขกดดันธนาคารพาณิชย์มา 2-3 ปี เริ่มผ่อนคลายขึ้นเมื่ออัตราเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมของธนาคารส่วนใหญ่ปรับลดลง
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า สัดส่วนเอ็นพีแอลที่ลดลงมาจากตัวหารอย่างสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นโดยเฉพาะในภาคการส่งออก ภาพรวมสินเชื่อจึงขยายตัวตามไปด้วย
ทว่า ปริมาณเอ็นพีแอลสิ้นเดือน มิ.ย. 2561 ในภาพรวม 11 ธนาคารยังเพิ่มขึ้นอยู่ เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2560
ธนาคารกรุงไทยมีปริมาณเอ็นพีแอล 110,563 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.32% จากสิ้นเดือน ธ.ค. 2560 สัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 4.52% จาก 4.19%
ธนาคารกรุงเทพ ปริมาณเอ็นพีแอล 83,478 ล้านบาท ลดลง 4.5% จากสิ้นเดือน ธ.ค. 2560 สัดส่วนเอ็นพีแอล 3.5%
ธนาคารไทยพาณิชย์ ปริมาณเอ็นพีแอล 67,391 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 65,560 ล้านบาท แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลลดลงเหลือ 2.81% จากสิ้นปีที่แล้ว 2.83%
ธนาคารกสิกรไทย ปริมาณเอ็นพีแอล 61,690 ล้านบาท ลดลงจาก 62,240 ล้านบาทสิ้นปีที่แล้ว ทำให้อัตรา 3.29% จาก 3.30%
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีปริมาณเอ็นพีแอล 37,417 ล้านบาท ลดลงจาก 37,622 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี ทำให้สัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.02% จาก 2.05%
ธนาคารธนชาต ตามงบการเงินรวมปริมาณ 18,622 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีราว 2.84% แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลลดลงมาอยู่ที่ 2.25% จากสิ้นปีก่อนที่ 2.30%
ธนาคารทหารไทย มีสินเชื่อด้อยคุณภาพตามงบการเงินรวม 17,691 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 17,521 ล้านบาท สัดส่วนเอ็นพีแอล 2.37%เทียบกับ 2.35% ณ สิ้นปี 2560
ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย มีปริมาณเอ็นพีแอล 12,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 10,700 ล้านบาทเมื่อสิ้นปีก่อน สัดส่วนเอ็นพีแอลขึ้นมาอยู่ที่ 5.8% จาก 4.8%
ธนาคารเกียรตินาคิน ปริมาณสินเชื่อด้อยคุณภาพ 9,560 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 9,647 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2560 แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลลงที่ 4.5% จากปี 2560 อยู่ที่ 5%
ธนาคารทิสโก้ ปริมาณเอ็นพีแอลอยู่ที่ 6,391.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีที่แล้ว 5,829.35 ล้านบาท สัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มเป็น 2.69% จากสิ้นปีที่ 2.32%
ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มีสินเชื่อด้อยคุณภาพ 3,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2560 อัตราสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม 1.98% จาก 1.88% ของเงินให้สินเชื่อรวม
สาเหตุที่ปริมาณเอ็นพีแอลของธนาคารที่เพิ่มขึ้นอยู่ โดยหลักมาจากลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) โดยเฉพาะเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ยังอ่อนแอ
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูทิศทางอัตราการเปลี่ยนแปลงอาจจะเบาใจได้ในระดับหนึ่ง เมื่อปริมาณเอ็นพีแอลที่ยังเพิ่มนั้น เพิ่มขึ้นในอัตราชะลอลงแล้ว เป็นสัญญาณใกล้นิ่ง ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุมคุณภาพลูกหนี้อย่างเข้มงวดต่อเนื่องมาหลายปี จนเริ่มเห็นผลในปีนี้
เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เหนือความคาดหมายมากนัก เพราะมาจากกลุ่มลูกหนี้ที่จับตามองเป็นพิเศษ (Special Mention : SM) ที่ไหลลงมาเป็นเอ็นพีแอลจริง
กิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า สิ้นเดือน มิ.ย. 2561 เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.8% จาก 4.8% เมื่อสิ้นปี 2560 มาจากลูกค้าธุรกิจรายหนึ่งที่ถูกจัดชั้นเป็นเอ็นพีแอลในไตรมาส 2 แต่ไม่เหนือความคาดหมาย เพราะลูกค้ารายดังกล่าวอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวังมาสักระยะหนึ่งแล้ว หลังจากนี้ต้องติดตามและบริหารหนี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีหลายรายที่อยู่ในรายชื่อเสี่ยงเป็นเอ็นพีแอลเพิ่ม
ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า เอ็นพีแอลเริ่มดีขึ้น โดยเอ็นพีแอลสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 1.88% จาก 2.01%เมื่อสิ้นเดือน มี.ค. 2561 แม้ว่าเอ็นพีแอลรวมจะเพิ่มขึ้นมาเป็น 4.52% มาจากกลุ่มลูกค้าเกษตรจำพวกข้าว
แต่ไม่ได้ผิดจากที่คาดไว้
“ตามที่ได้วางกลไกสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า กลุ่มข้าวก็เป็นกลุ่มสีแดงที่เสี่ยงเป็นเอ็นพีแอลอยู่แล้ว และการที่เอ็นพีแอลสุทธิเริ่มลดลง สะท้อนว่า ผ่านจุดสูงสุดมาแล้ว แต่จากนี้ต้องดูว่าจะทรงตัวหรือลดลงได้เมื่อใด” ผยง ระบุ
สุรัตน์ ลีลาทวีวัฒน์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เจ้าตลาดลูกค้าเอสเอ็มอี กล่าวว่า เอ็นพีแอลของลูกค้าเอสเอ็มอีคาดว่าจะทรงตัวไม่น่ามีภาระการตั้งสำรองเพิ่ม และยังตั้งใจที่จะปล่อยสินเชื่อให้แก่เอสเอ็มอีรายเล็กมากขึ้นส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน
คุณภาพหนี้ของธุรกิจเอสเอ็มอี อาจไม่เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจเสียทีเดียว แต่ต้องไปดูถึงโครงสร้างของธุรกิจของตัวเองที่มีปัญหาด้วย
สภาพธุรกิจในทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการเข้าถึงแหล่งซื้อขายได้ง่ายและสะดวกบนโลกออนไลน์ เอสเอ็มอีโดยเฉพาะขนาดเล็กที่มีโมเดลธุรกิจแบบเดิม ปรับตัวไม่ทันในโลกของอี-คอมเมิร์ซ จะแข่งขันยาก
หากไม่ปรับตัวอาจถูกกลืนจนล้มหายตายจากไปตามวัฏจักร
เอ็นพีแอลสูงสุด (พีก) หรือยังขึ้นอยู่กับว่ามองมุมไหน หากมองที่อัตราส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมนั้น ผ่านจุดพีกมาแล้วเมื่อปลายปี 2560 แต่หากมองที่ปริมาณเอ็นพีแอลยังเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อในช่วงครึ่งหลังของปี รอวันพีกอยู่
ระหว่างนี้คงเห็นธนาคารพาณิชย์คุมเข้มคุณภาพสินเชื่อใหม่ต่อเนื่อง พร้อมกับดูแลลูกหนี้เดิมอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีที่ต้องประคับประคองไม่ให้ตกชั้น ส่วนรายที่ตกชั้นเป็นเอ็นพีแอลก็ต้องปรับโครงสร้างหนี้ให้ฟื้นกลับมาเป็นปกติ
ให้ได้มากที่สุด
เศรษฐกิจที่ขยายตัวในช่วงที่ผ่านมาเป็นการเติบโตกระจุกในธุรกิจขนาดใหญ่และกลุ่มส่งออก ซึ่งหวังว่าหากเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง อานิสงส์จะกระจายตัวดีจากข้างบนลงล่าง เป็นการเติบโตได้ทั้งระบบเศรษฐกิจ เมื่อนั้นคุณภาพหนี้จะดีตามมา







