จากเปาบุ้นจิ้น สู่ขบวนการเปาบุ้นจิ้น
พูดถึงศาลยุติธรรม กับเรื่องจีนๆ ต้องนึกถึง เปาบุ้นจิ้น ณ ศาลไคเฟิง
พูดถึงศาลยุติธรรม กับเรื่องจีนๆ ต้องนึกถึง เปาบุ้นจิ้น ณ ศาลไคเฟิง
แม้เรื่องราวเปาบุ้นจิ้นตัดสินคดีที่เคยได้ดูได้ยินกันแทบทั้งหมดจะมาจากนิยายสืบสวนสอบสวนที่แต่งขึ้นยุคหลัง แต่เปาบุ้นจิ้นแห่งศาลไคเฟิงก็มีตัวตนในประวัติศาสตร์จริง อีกทั้งยังหลักแหลม ยุติธรรมสมคำร่ำลือ
ท่านเปามีชีวิตอยู่ในช่วง ค.ศ. 999-1062 เป็นคนในยุคหนึ่งพันปีที่แล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ของดินแดนสุวรรณภูมิ ก็จัดว่าท่านร่วมสมัยกับอาณาจักรละโว้ หริภุญชัย และศรีวิชัย
อ้างอิงให้ง่ายขึ้น ก็คือ เปาบุ้นจิ้นมีชีวิตอยู่ก่อนยุคสมัยพ่อขุนรามคำแหงสองร้อยกว่าปี
แม้เวลาจะเนิ่นนาน แต่เราก็ยังสามารถรับรู้เรื่องราวและลีลาการตัดสินคดีของท่านเปาได้ เพราะในบันทึกประวัติศาสตร์จริงไม่อิงนิยาย มีรายละเอียดคดีที่เปาบุ้นจิ้นตัดสินอยู่บ้าง เช่น “คดีลิ้นวัว”
เรื่องมีอยู่ว่า…
เมื่อคราวเปาบุ้นจิ้นยังเป็นนายอำเภอเทียนฉาง เช้าวันหนึ่งมีชาวบ้านมาร้องเรียนกับเปาบุ้นจิ้นว่าเมื่อคืนวัวของตนถูกใครไม่รู้ตัดลิ้นไป
ต้องขยายความก่อนว่านายอำเภอในสังคมจีนโบราณต้องทำหน้าที่สารพัด ตำแหน่งนายอำเภอ คือ ขุนนางปลายแขนงของราชสำนักที่ถูกส่งมาดูแลชาวบ้านแต่ละท้องถิ่น ไม่ว่างานทำสำมะโนครัว เก็บภาษี คิดพัฒนาพื้นที่ จนถึงสอบสวน ตัดสินคดี ยุติข้อพิพาทระหว่างชาวบ้าน ต้องพึ่งนายอำเภอเพียงคนเดียว
ส่วนตำแหน่งที่ดูเหมือนข้าราชการชั้นผู้น้อยใต้บังคับบัญชาเปาบุ้นจิ้น อย่าง หวางเฉา หม่าฮั่น นั้นไม่ได้มาจากราชสำนักส่วนกลาง แต่นายอำเภออย่างเปาบุ้นจิ้นต้องเจียดเงินเดือนของตนจัดจ้างมาช่วยทำงานเอง
กลับเข้าเรื่องต่อ... เปาบุ้นจิ้นซึ่งเป็นนายอำเภอจึงมีอำนาจและหน้าที่ไขปริศนาคดีของชาวบ้านรายนี้ด้วยตนเองโดยลำพัง
หลังจากได้ฟังรายละเอียดเบื้องต้น เปาบุ้นจิ้นคิดแล้วคิดอีกยังรู้สึกประหลาดใจ โจรที่ไหนจะจงใจตัดลิ้นวัวทิ้งไปเฉยๆ
เปาบุ้นจิ้นอุทานดังๆ ตามสไตล์ “ไร้เหตุผลสิ้นดี!” แล้วก็คิดต่อว่าเรื่องนี้มันต้องมีเงื่อนงำ
คิดสักพักจึงบอกให้ชาวบ้านคนนั้นกลับไป ฆ่าวัวตัวที่โดนตัดลิ้นตัวนั้นลง แล้วยังสั่งให้ชาวบ้านแล่เอาเนื้อวัวไปเร่ขายด้วยตนเอง
ชาวบ้านได้ยินนายอำเภอพูดแบบนี้เข้าก็ตกใจ “ทำไมท่านเปาจึงสั่งให้ข้าทำเรื่องผิดกฎหมายบ้านเมืองเช่นนี้เล่า”
เพราะยุคนั้นถือวัวควายเป็นสัตว์สำคัญ ใช้ช่วยเหลือให้เกษตรกรทำไร่ไถนาได้ดีขึ้น จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างผลผลิตให้แก่แผ่นดิน วัวควายของชาวบ้านแต่ละตัวจึงต้องถูกลงทะเบียนไว้ และมีกฎหมายห้ามไม่ให้ชาวบ้านฆ่าวัวควายได้ตามใจชอบ ใครฝ่าฝืนมีความผิดติดคุก
กลับเข้าเรื่องต่อ “แล้วท่านเปามาสั่งแบบนี้ได้อย่างไร?”
เปาบุ้นจิ้นบอกแก่ชาวบ้านคนนั้นว่า “ไม่เป็นไรๆ ยุคนี้ยังไม่มีสัตวแพทย์ที่จะมาต่อลิ้นวัวให้ อย่างไรเสียวัวไม่มีลิ้นตัวนี้ ก็ต้องตายในอีกไม่กี่วันอยู่ดี เรื่องนี้ถือว่าข้าเป็นคนสั่งให้เจ้าทำ เจ้าย่อมจะไม่มีความผิดใดๆ”
“แต่ขอเน้นย้ำว่าเจ้าห้ามบอกใคร ว่านี่เป็นคำสั่งของข้า”
ชาวบ้านใสซื่อได้แต่ทำตามที่ท่านเปาสั่ง
เช้าวันรุ่งขึ้นชาวบ้านคนนั้นล้มวัวแล้วแล่เอาเนื้อออกขาย จู่ๆ ก็มีชายคนหนึ่งฉุดกระชากลากดึงชาวบ้านที่เป็นเจ้าของวัวมาหาท่านเปา “ท่านนายอำเภอๆ มันบังอาจฆ่าวัวขายเนื้อ จับมันเลย! ท่านนายอำเภอ!”
เปาบุ้นจิ้นนั่งดูชาวบ้านเจ้าทุกข์กับชายคนนั้นฉุดรั้งวิวาทกันต่อหน้าอยู่สักพัก แล้วเปาบุ้นจิ้นจึงตวาดไปที่ชายคนนั้นว่า “เจ้าใช่ไหมที่แอบตัดลิ้นวัวไป!” ชายคนนั้นตกใจ เลยรีบรับสารภาพความผิด โดยไม่ทันคิดว่ากล้องวงจรปิดยังไม่ถือกำเนิดขึ้นมาในโลก
ชะรอย จั่นเจา หวางเฉา หม่าฮั่น ไม่ก็กงซุนเชอะ จะแอบเห็นตอนเราตัดลิ้นวัวแน่ๆ ....
นั่นก็คิดส่งเดชไป! เพราะสี่คนที่ว่ามาล้วนไม่มีตัวตนจริงในประวัติศาสตร์
แต่เอาล่ะ ในเมื่อชายคนนั้นสารภาพแล้ว ก็ถือว่าเปาบุ้นจิ้นปิดเคสได้รวดเร็วถูกใจชาวประชายิ่งนัก
สมมติฐานของเปาบุ้นจิ้น ก็คือ ชายที่ขโมยลิ้นวัวไป คงจงใจสร้างสถานการณ์ให้วัวของเจ้าทุกข์ตาย แล้วจ้องเล่นงานโดยใช้กฎหมายห้ามฆ่าวัวควายของยุคนั้นเป็นเครื่องมือ
เห็นได้ว่า กฎหมายก็กลายเป็นอาวุธทำร้ายผู้บริสุทธิ์ได้เช่นกัน
ประวัติศาสตร์ไม่ได้บันทึกแรงจูงใจของชายคนนั้นไว้ ซึ่งก็พอคาดเดาได้ว่าคงเคยโกรธเคืองกับเจ้าของวัวกันมาก่อน
จากการตัดสินคดีนี้ นายอำเภอหนุ่มเปาบุ้นจิ้นจึงได้เครดิตไปเต็มๆ นี่คือผู้ผดุงความยุติธรรมที่ชาวบ้านใฝ่ฝัน มีตรรกะ มีไหวพริบ ขยันคิด ช่างสังเกต และมีจิตวิทยา ทั้งหมดรวมอยู่ในคนคนเดียว
แน่นอนว่าโลกยุคนี้ซับซ้อนต่างกับเมื่อพันปีที่แล้ว ชาวบ้านไม่ได้ขวัญอ่อนเมื่อโดนตวาดจับผิด คิดไปหากคดีเกิดขึ้นซ้ำตอนนี้ แล้วจะก๊อบปี้สไตล์ท่านเปาบุ้นจิ้นมาใช้ คงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการทำคดีน้อยแสนน้อย
ทางที่ดีใช้ภาพจากกล้องวงจรปิด หรือไม่ก็หลักฐาน DNA มามัดตัวจะชัวร์กว่า
แถมเมื่อแยกแยะให้ดีก็จะรู้ว่า ท่านเปามิได้ทำแค่หน้าที่ศาลพิพากษา แต่ท่านเปาทำเกือบทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าสอบสวน รวบรวมหลักฐาน วางแผนล่อซื้อ จับเท็จ พิจารณา จนถึงพิพากษา ครบในคนคนเดียว
ฉะนั้นการใช้สไตล์เปาบุ้นจิ้นดิบๆ มาใช้กับศาลในยุคนี้ ก็มีสิทธิจะถูกระเบียบราชการเล่นงาน ในฐานะกล้าทำงานนอกหน้าที่ที่บ้านเมืองกำหนด แถมยังกล้าสั่งให้ชาวบ้านทำผิดกฎหมายเสียเอง
ใครบางคนจึงอาจจะตะโกนถามเปาบุ้นจิ้น “เจ้ามีใบอนุญาตให้ฆ่าวัวหรือยัง!” โดยไม่รู้สึกกระดากใจอะไร เพราะคิดเองเออเองว่าตัวกฎหมาย คือ ความถูกต้องสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว
แน่นอนว่าเพราะสังคมในปัจจุบันมีคดีความมากมายและหลากหลายซับซ้อนขึ้นกว่าเมื่อพันปีที่แล้ว กระบวนการยุติธรรมจึงฝากไว้กับคนคนเดียวไม่ไหว การแบ่งย่อยงานแต่ละด้านของท่านเปาออกไปจึงเป็นเรื่องจำเป็น ซึ่งน่าจะช่วยให้เกิดความเชี่ยวชาญและประสิทธิภาพเฉพาะทาง ซึ่งสามารถจะย้อนกลับมาช่วยตัวกระบวนการยุติธรรมเอง
เรียกได้ว่า นี่เป็นเป็นทิศทางของการพัฒนาในทุกๆ สาขาวิชา งานจึงต้องถูกแยกย่อย งานที่เคยทำได้ด้วยตัวคนเดียว จึงต้องถูกแบ่งให้หลายฝ่าย หลายคน
เปาบุ้นจิ้นก็ไม่พ้นทิศทางนี้ พันกว่าปีที่แล้วกระบวนการยุติธรรมที่ใช้เปาบุ้นจิ้นทำคนเดียวก็เพียงพอ จึงต้องแตกตัวกลายเป็นขบวนการยุติธรรมซึ่งขอเรียกเล่นๆ ว่า “ขบวนการเปาบุ้นจิ้น”
ขนาดคนแต่งนิยายเปาบุ้นจิ้นยุคหลังยังเข้าใจหลักการนี้ จึงจัดคดีที่พิสดารซับซ้อนมากขึ้นให้เท่าเปา โดยการเพิ่ม จั่นเจา หวางเฉา หม่าฮั่น และกงซุนเชอะ ขึ้นมาด้วย
เรื่องเปาบุ้นจิ้น จะสนุก ซับซ้อน และประทับใจมากขึ้นไม่ได้ ถ้ามีเปาบุ้นจิ้นเป็นตัวจัดการคดีแค่คนเดียว
คนเยอะ ฝ่ายเยอะ เรื่องจึงเยอะ ก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ ประสิทธิภาพด้านเวลา และความสะดวกอาจจะน้อยลงบ้าง แต่หลักการที่ต้องยืนหยัด คือ ความยุติธรรม ห้ามน้อยลงไปด้วย
และเหนืออื่นใด คือ ทุกคนในขบวนการเปาบุ้นจิ้นต้องถือตัวว่าเป็นทีมเดียวกัน เป็นทีมแห่งความยุติธรรม เพื่อเป็นที่พึ่งของชาวประชาที่เดือดร้อน เพราะที่มาของทุกคนก็แตกตัวมาจากเปาบุ้นจิ้นเพียงคนเดียวนี่แหละ
ถ้าปราศจากความรู้สึกเป็นขบวนการเดียวกัน... ขบวนการเปาบุ้นจิ้นเกิดรอยด่าง ขึ้นทีไร จั่นเจา หวางเฉา หม่าฮั่น กงซุนเชอะ และท่านเปา ต่างออกมายื้อแย่งประกาศว่าตัวเองไม่ผิด แล้วเสร็จก็ต่างเงียบหายเข้าตำหนักกลีบเมฆา... ก็บอกได้แค่ว่า เข้าใจได้ แต่รับไม่ได้
แล้วจะเล่าเรื่องเปาบุ้นจิ้น ให้คนมีความหวังประทับลงในใจชาวบ้านได้อย่างไร


