
Funny Girl & บาร์บรา สตรัยแซนด์
หลังละครเวที Funny Girl ออกแสดงที่บรอดเวย์ในปี 1964 ส่งให้สาวน้อย บาร์บรา สตรัยแซนด์
โดย เพ็ญแข สร้อยทอง
หลังละครเวที Funny Girl ออกแสดงที่บรอดเวย์ในปี 1964 ส่งให้สาวน้อย บาร์บรา สตรัยแซนด์ โด่งดังเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางกว่าเดิมเพียงชั่วข้ามคืน นักวิจารณ์บางคนบอกว่า เธอคือ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในบรอดเวย์ด้วยหลากหลายเหตุผล ต่อมาบาร์บราก็มารับบทเดิมในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ ซึ่งออกฉายครั้งแรกในวันที่ 18 ก.ย. 1968
ผลงานกำกับของ วิลเลียม ไวเลอร์ ดัดแปลงบทจากหนังสือของ อิโซเบล เลนนาร์ต และละครเวทีชื่อเดียวกัน ดนตรีและเนื้อร้องโดย จูล สไตน์ และบ็อบ เมอร์ริลล์ หนังประสบความสำเร็จทางด้านรายได้อย่างมาก และบาร์บรา ได้รับรางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (รับคู่กับ แคทารีน เฮปเบิร์น)
Funny Girl กลายมาเป็นหนึ่งในภาพยนตร์เพลง ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดตลอดกาล สถาบันภาพยนตร์อเมริกันจัดอันดับให้หนังเรื่องนี้อยู่ในลำดับที่ 16 หนังเพลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ต่อมาก็มี Funny Lady เป็นภาคต่อ นำแสดงโดย บาร์บรา แม้ไม่ประสบความสำเร็จเหมือนภาคแรก แต่ก็กลายเป็นหนังที่มีรายได้สูงสุดเป็นอันดับที่ 8 ในปี 1975
ความโดดเด่นของ Funny Girl อีกหนึ่งประการคือ เพลงประกอบ ในเวอร์ชั่นบรอดเวย์นั้นถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแกรมมี่ สาขา Album Of The Year ด้วย เพลงเด่นคือ People ถูกเสนอชื่อเข้าชิงทั้ง Record และ Song Of The Year ตัวบาร์บราเองก็ได้รับรางวัล
แกรมมี่สาขา Best Vocal Performance ด้วย
ในปี 1998 เพลง People มีชื่ออยู่ในแกรมมี่ ฮอลล์ ออฟ เฟม และ Funny Girl ก็ตามมา 6 ปีหลังจากนั้น
เพลงในละครและหนังนั้นแตกต่างกัน หลายเพลงในละครไม่ได้นำมาใช้ ขณะที่มีบางเพลงเพิ่งเข้ามา เช่น The Swan และ Funny Girl ในหนังมีเพลงฮิตของ แฟนนี ไบรซ์ บางเพลงรวมอยู่ด้วย อย่างเช่น My Man, Second Hand Rose และ I’d Rather Be Blue Over You (Than Happy With Somebody Else) เพลงดังซึ่งอยู่ในใจคนดูคนฟังเสมอมาคือ Don’t Rain On My Parade และ People ซึ่งเป็นหนึ่งในเพลงฮิตตลอดกาลของ บาร์บรา สตรัยแซนด์
สร้างจากชีวิตจริงของ แฟนนี ไบรซ์ ดาวตลก นักแสดงบรอดเวย์ และนักแสดงหนัง หญิงผู้โด่งดังในช่วงต้น ศตวรรษที่ 19 Funny Girl เล่าเรื่องของ แฟนนี ไบรซ์ ตั้งแต่ก่อนจะเข้าวงการ แล้วจึงมาฉายแววในฐานะคอรัส และได้งานเป็นดาวตลกหญิงที่ได้รับความนิยม ต่อมาเธอรักและแต่งงานกับ นิค อาร์นสตีน นักพนันรูปหล่อ เรย์ สตาร์ค ซึ่งเป็นลูกเขยของ แฟนนี เป็นโปรดิวเซอร์ เขายังเป็นคนสนับสนุน ให้บาร์บรามารับบท แฟนนี ไบรซ์ หลังจากเห็นเธอใน
I Can Get It For You Wholesale ละครเวทีเรื่องแรกของ บาร์บรา ซึ่งทำให้เธอมีชื่อเข้าชิงรางวัลโทนีตอนอายุยังไม่ถึง 20 ปี
ก่อนหน้าที่จะแสดง Funny Girl นั้น บาร์บรา สตรัยแซนด์ ออกอัลบั้มมาแล้ว 3 ชุด ทั้งหมดล้วนขึ้นถึงท็อป 10 ในบิลบอร์ดชาร์ต ด้วยการแสดงใน The Judy Garland Show ทำให้เธอถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเอ็มมี่ หลังจากมีผลงาน Funny Girl บาร์บราก็เป็นที่รู้จักกว้างขึ้นไปอีกหนึ่งขั้นในวงการบันเทิง เธอกลายเป็นผู้หญิงที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใหญ่ของ 4 วงการ คือ เอ็มมี่ (โทรทัศน์) แกรมมี่ (ดนตรี) ออสการ์ (หนัง) และโทนี (ละคร) ในขณะที่เธออายุเพียง 22 ปีเท่านั้น
บาร์บรา สตรัยแซนด์ กับ Funny Girl คือ การสร้างนิยามใหม่ของนักแสดง เมื่อปรากฏบนเวทีละครนั้น เธอสร้างความประทับใจ ทั้งด้วยการแสดง การเต้น การร้อง และความตลก เธอคือ สตาร์ที่แท้จริง แต่เมื่อ Funny Girl จะกลายเป็นหนัง ความกังวลก็เกิดขึ้นหากจะเลือก บาร์บรา มารับบทนำ เธออาจจะมีความสามารถหลากหลาย แต่ว่าภาพลักษณ์อาจจะไม่เป็นไปตามมาตรฐานฮอลลีวู้ดในขณะนั้น เธอไม่ได้สวยจัด ทั้งยังเป็นอเมริกันเชื้อสายยิว ทำให้ผู้สร้างมีความกังวลว่า จะช่วยขายตัวงานได้หรือไม่ และปฏิกิริยาตอบรับจากผู้คนจะเป็นอย่างไร แต่ เรย์ สตาร์ค ยืนยันมั่นคงว่าต้องเป็น บาร์บรา เท่านั้น
เธออาจจะไม่ได้สวยที่สุด แต่ บาร์บรา มีบุคลิกภาพ เสน่ห์ และพลังส่วนตัว ซึ่งดึงดูดใจคนดูได้ อีกทั้งด้วยบทนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแต่ “ภาพ” ทว่ายังต้องการ “เสียง” ซึ่งบอกได้เลยว่า เธอไม่เป็นสองรองใครในเรื่องการร้องเพลง การเลือกบาร์บราก็ได้พิสูจน์ว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง
ก่อนจะเริ่มต้นถ่ายทำหนังเรื่องนี้ก็เกิดสงคราม 6 วัน ระหว่างอิสราเอลและอียิปต์ ซึ่งก็เกือบทำให้ โอมาร์ ชาริฟ ดาราชาวอียิปต์ ต้องถอนตัวจากโปรเจกต์ เพราะว่านายทุนซึ่งเป็นยิวไม่ต้องการเขา และรัฐบาลอียิปต์ก็เกือบจะเพิกถอนสัญชาติของพระเอกหนุ่ม เพราะเขามาทำงานร่วมกับชาวยิว โชคดีที่ทุกอย่างก็คลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น จนหนังถ่ายทำจนจบ และออกฉาย
ภายหลัง บาร์บรา สตรัยแซนด์ ให้สัมภาษณ์ว่า เธอเข้าถึงตัวละครที่รับบทบาทนี้ โดยตั้งใจที่จะไม่ศึกษาวิจัยชีวิตของ แฟนนี ไบรซ์ ไม่ฟังงานของเธอที่บันทึกเสียงไว้ เพราะไม่ต้องการที่จะเลียนแบบ
“พวกเขาจ้างฉันเพราะว่าอะไรก็ตามที่เป็นธรรมชาติซึ่งเรามีคล้ายๆ กัน มันเป็นเรื่องที่สร้างมาจากเรื่องจริง เป็นบทละคร แต่ไม่ใช่ชีวประวัติ”
สำหรับเธอ แฟนนี ไบรซ์ คือ คาแรกเตอร์ในบทละคร ซึ่งอาจจะเป็นผู้หญิงคนไหนก็ได้ที่ชีวิตมีสองด้านคือ งาน และชีวิตคู่ ซึ่งกลายเป็นปัญหา
การได้ทำงานกับ วิลเลียม ไวเลอร์ แห่ง Funny Girl ยังทำให้ บาร์บรา สตรัยแซนด์ มีแรงบันดาลใจ และกลายเป็นผู้กำกับในเวลาต่อมาด้วย
ทุกวันนี้ Funny Girl ยังถูกนำเสนอบนเวทีละครทั่วโลกเป็นระยะ ในรูปแบบหนังก็นำมาฉายซ้ำเสมอ นี่เป็นหนึ่งในผลงานซึ่งส่งให้
บาร์บรา สตรัยแซนด์ กลายมาเป็นซูเปอร์สตาร์ดาวค้างฟ้าจนถึงปัจจุบัน ทั้ง Funny Girl & บาร์บรา สตรัยแซนด์ ไม่เคยถูกลืมเลือน แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานถึง 5 ทศวรรษแล้วก็ตาม 







