
สมาคมการค้ากับการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเขตการค้าเสรี ตอน 9
.....นคร สังขรัตน์
ข้อตกลงเขตการค้าเสรี (Free Trade Area) หรือ FTA เป็นความตกลงระหว่าง 2 ประเทศขึ้นไป มีวัตถุประสงค์เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างกันให้เหลือน้อยที่สุด ให้เกิดการค้าเสรีระหว่างกันให้มากที่สุด ปัจจุบันการจัดทำ FTA ได้ขยายขอบเขตครอบคลุมในด้านการค้าบริการ การลงทุน การเคลื่อนย้ายเงินทุนและแรงงาน พร้อมกับความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการอำนวยความสะดวกทางการค้า
FTA สะท้อนแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่า
“ประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศจะเกิดขึ้นสูงสุด เมื่อประเทศต่างๆ ผลิตสินค้าที่ตนเองเก่งที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้วนำสินค้าเหล่านั้นมาค้าขายแลกเปลี่ยนกัน” ซึ่งจะก่อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผู้ผลิตสามารถเลือกใช้วัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากแหล่งต่างๆ ที่มีต้นทุนต่ำสุด เพื่อให้ได้ผลผลิตออกสู่ตลาดในราคาต่ำได้ และยังเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคให้สามารถเลือกบริโภคสินค้าในราคาที่ต่ำและมีความหลากหลายอย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงประโยชน์สูงสุดดังกล่าวไม่เกิดขึ้น เพราะมีการเก็บภาษีและมีมาตรการกีดกันทางการค้าต่างๆ ซึ่งบิดเบือนราคาที่แท้จริง และส่งผลให้การผลิตไม่มีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ FTA เป็นยุทธศาสตร์ช่วงชิงความได้เปรียบหรือป้องกันการเสียเปรียบในเชิงการค้า โดยปัจจุบันมีการจัดทำ FTA ระหว่างประเทศต่างๆ กว่า 200 ความตกลงแล้ว ดังนั้นถ้าประเทศไทยไม่มีการจัดทำ FTA ผู้ประกอบการไทยก็จะเสียเปรียบ และได้สิทธิประโยชน์น้อยกว่าผู้ประกอบการประเทศคู่แข่งของไทย โดยการเปิดเขตการค้าเสรีมีผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ดังนี้
ผลกระทบเชิงบวก ประกอบด้วย ประการแรก สิทธิพิเศษทางการค้าจากประเทศคู่เจรจาที่มากกว่าที่ประเทศคู่เจรจาให้กับประเทศอื่นๆ ในองค์การการค้าโลก (WTO) โดยเฉพาะการลดภาษีหรือลดระดับการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี (NonTariff Barrier) ให้ต่ำลงสำหรับสินค้าที่เป็นผลประโยชน์ของไทย ซึ่งจะทำให้สินค้าและบริการของไทยได้เปรียบในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้ามากขึ้น สามารถขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น
ประการที่สอง ทำให้มีการขยายการค้า การบริการ และการลงทุนระหว่างกันมากขึ้น และยังช่วยให้เกิดการกระจาย (Diversification) ตลาดส่งออกและนำเข้า
ประการที่สาม ให้ประเทศคู่เจรจาเป็น Gateway หรือประตูทางการค้าไปสู่ภูมิภาคใกล้เคียง เช่น อินเดีย เป็นประตูการค้าสู่กลุ่มประเทศเอเชียใต้ ได้แก่ ศรีลังกา บังกลาเทศ ฯลฯ เปรู เป็นประตูการค้าไปสู่ทวีปอเมริกาใต้ ได้แก่ บราซิล อาร์เจนตินา ฯลฯ เป็นต้น
ประการที่สี่ เป็นการรวมกลุ่มที่เพิ่มพลังทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของการเป็นตลาดขนาดใหญ่ การเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มบทบาทและอำนาจต่อรองของไทยในเวทีการค้าโลก
ประการที่ห้า FTA จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนภายในประเทศให้ดีขึ้น เนื่องจากสามารถเลือกบริโภคสินค้าและบริการได้ในจำนวนมากขึ้น มีความหลากหลาย และราคาที่ต่ำลง
ประการที่หก FTA ส่งผลดีต่อผู้ประกอบการที่นำเข้าวัตถุดิบไปผลิตต่อ ทำให้สามารถเลือกใช้วัตถุดิบหรือปัจจัยการผลิตจากแหล่งต่างๆ ที่มีต้นทุนต่ำ หรือย้ายฐานผลิตไปยังประเทศคู่เจรจาต่างๆ เพื่อแสวงหาต้นทุนต่ำสุด เพื่อให้ได้ผลผลิตออกสู่ตลาดในราคาที่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
ประการที่แปด การเปิดเสรีการค้าเป็นแนวโน้มของระบบเศรษฐกิจโลก การค่อยๆ เปิดเสรีให้แก่บางประเทศด้วยการจัดทำ FTA จะเป็นการเร่งรัดให้ไทยปรับตัวเข้ากับเศรษฐกิจโลก เพราะต่อไปเมื่อการเจรจาใน WTO ก้าวหน้ามากขึ้น ทุกประเทศก็จะต้องลดภาษี มาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีที่มีอยู่ให้น้อยลง ไทยก็ไม่สามารถปกป้องอุตสาหกรรมที่อ่อนแอ โดยการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเหล่านี้ได้ต่อไป
สินค้าที่ไทยมีโอกาสจะขยายตลาดได้มาก ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน อาหารและผลิตภัณฑ์ สิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ข้าว ยางมันสำปะหลัง กุ้งสด ยางพารา ผลไม้ น้ำตาล เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์อัญมณีและเครื่องประดับ พลาสติก และเคมีภัณฑ์บางประเภท ฯลฯ สำหรับด้านบริการที่มีความพร้อม ได้แก่ ท่องเที่ยว สุขภาพ ก่อสร้าง ออกแบบ การซ่อมบำรุง โลจิสติกส์ บันเทิง ฯลฯ
ในทางกลับกัน การจัดทำเขตการค้าเสรีก็อาจจะมีผลกระทบด้านลบต่อผู้ผลิตในบางอุตสาหกรรมและบริการบางสาขา เช่น ผู้ผลิตที่มีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับต่างประเทศในระดับต่ำ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงศักยภาพและมาตรฐานการผลิต ตลอดจนจะเกิดต้นทุนในการปรับตัว (Adjustment Cost) เนื่องจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่สาขาที่ไทยมีความพร้อม/ได้เปรียบ และในกรณีที่ไม่สามารถแข่งขันได้ สินค้านี้จำเป็นต้องออกจากธุรกิจไป และหันไปผลิตสินค้าอื่น
สินค้าที่อาจได้รับผลกระทบและต้องปรับตัว ได้แก่ สินค้าเกษตร (เช่น น้ำมันปาล์ม โคเนื้อ นมและผลิตภัณฑ์นม กระเทียม) เม็ดพลาสติก และเคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์อะลูมิเนียม เป็นต้น







