
โฮมเวิร์คเทกระเป๋าขึ้นสาขาแข่งโฮมโปร
โพสต์ทูเดย์
— โฮมเวิร์ค วาดเป้าเทียบชั้น โฮมโปร เล็งทุ่ม 8,000 ล้าน ผุดสาขาครบ 20 แห่งใน 24 ปี หวังเติบโต 30% ต่อเนื่องนายสุทธิสาร จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีอาร์ซี เพาเวอร์รีเทล ผู้บริหารร้านโฮมเวิร์ค และไทวัสดุ เปิดเผยว่า ภายใน 2
–4 ปี นับจากปี 2554 บริษัทจะใช้งบประมาณกว่า 8,000 ล้านบาท ขยายสาขาโฮมเวิร์คและไทวัสดุต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 4 สาขา เพื่อขยายสาขาร้านค้าปลีกทั้ง 2 แบรนด์ให้เติบโตเป็น 2 เท่าจากปัจจุบัน หรือเพิ่มเป็นไม่ต่ำกว่า 20 สาขา จากในปีนี้ที่มีสาขารวมกัน 10 สาขา แบ่งเป็นโฮมเวิร์ค 8 สาขา และไทวัสดุ 2 สาขาการเดินหน้าขยายสาขาดังกล่าว เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดค้าปลีกวัสดุก่อสร้าง ซ่อมแซมบ้าน และตกแต่งบ้านมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องทุกปี และมีผู้เล่นในตลาดทั้งรายเก่าและรายใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้เล่นรายเก่าอย่างโฮมโปรที่มีอยู่ 40 สาขา และวางแผนขยายสาขาต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งจะส่งผลให้การแข่งขันในตลาดรุนแรงมากขึ้น
“
ดังนั้นเพื่อให้บริษัทสามารถแข่งขันในตลาดดังกล่าวได้ และมีจุดแข็งเหนือคู่แข่งทั้งรายใหม่และรายเก่า นับจากปีนี้เป็นต้นไปบริษัทจะเริ่มรุกตลาดอย่างจริงจังและรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการขยายสาขาให้ครอบคลุม การทำตลาดอย่างครบวงจร” นายสุทธิสาร กล่าวสำหรับแผนงานในปีหน้าบริษัทจะขยายสาขาของทั้งโฮมเวิร์คและไทวัสดุราว 4 สาขา ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ซึ่งมีพื้นที่แน่นอนแล้ว 1 แห่ง เป็นที่ดิน 40 ไร่ บนถนนบางนาตราด กม.8 แต่ยังไม่สรุปว่าจะเป็นแบรนด์ใด ขณะที่งบลงทุนของแบรนด์ไทวัสดุอยู่ที่ 900 ล้านบาทต่อสาขา หากเป็นโฮมเวิร์คจะต้องใช้งบเพิ่มขึ้น 40%
นอกจากนี้ ในสิ้นเดือน ต.ค. 2553 จะปิดตัวโฮมเวิร์ค สาขาเซ็นทรัล บางนา เนื่องจากทางศูนย์การค้าเซ็นทรัล บางนา จะทำการปรับปรุงพื้นที่ โดยเน้นขยายพื้นที่แฟชั่นและร้านอาหาร และภายในเดือน ธ.ค.นี้บริษัทจะเปิดไทวัสดุ สาขา 2 บนถนนร่มเกล้า ภายใต้งบลงทุน 900 ล้านบาท โดยคาดว่าในปีหน้ารายได้ของไทวัสดุน่าจะอยู่ที่ 80 ล้านบาทต่อเดือน และภายใน 2 ปีข้างหน้าจะมีรายได้เพิ่มเป็น 100 ล้านบาทต่อเดือน
ด้านภาพรวมรายได้ของบริษัทในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากโฮมเวิร์ค 3,000 ล้านบาท และไทวัสดุ 500 ล้านบาท และคาดว่านับจากปีหน้าเป็นต้นไปที่บริษัทตั้งเป้าเดินหน้ารุกตลาดอย่างเต็มที่ จะส่งผลให้รายได้ของบริษัทมีอัตราการเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ต่อเนื่องอีก 2
–4 ปี






