
แนวโน้มเงินบาทแตะ 29 สิ้นปีนี้
....เจียรนัย อุตะมะ
แม้ว่าวันที่ 20 ต.ค.นี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอเงินไหลเข้าหรือไม่ก็ตาม สิ้นปีนี้ตลาดคาดค่าเงินบาทแข็งถึง 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐแน่ และหากไม่มีการสกัดเลยคาดว่าจะทะลุ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐไป และมีความเป็นไปได้ว่าปี 2555 ค่าเงินบาทจะกลับไปใกล้เคียงก่อนลอยตัวค่าเงินบาทเดือน ก.ค. 2540 อีกครั้งหนึ่ง
“
พิชัย เลิศสุพงศ์กิจ” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ธนชาต กล่าวว่า บล.ธนชาต คาดว่าผลการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำปั๊มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินไหลเข้าเอเชียที่ดอกเบี้ยสูงกว่าและเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตดี ทำให้คาดว่าสิ้นปีนี้ค่าเงินบาทต่อเหรียญสหรัฐจะแตะ 29 บาท และหากไม่มีนโยบายใดเข้ามาสกัดเงินเหล่านี้เลยจะส่งผลให้ค่าเงินแข็งค่าทะลุ 29 บาทได้ด้าน บล.โนมูระ ปรับคาดการณ์ค่าเงินเอเชียแข็งค่าขึ้นจากเดิม และคาดว่าสิ้นปีนี้ค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 29.5 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จากเดิม 32 บาท และ 28 บาท สิ้นปีหน้า (เดิมคาด 30.2 บาท) และ 26.75 บาท สิ้นปี 2555 (เดิม 31 บาท) ตามการปรับเพิ่มการคาดการณ์ค่าเงินเอเชียแข็งค่าขึ้นจากคาดการณ์เดิม (27 พ.ค. 2553) เป็นผลจากการเพิ่มปริมาณเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรอบ 2 (QE2) ของสหรัฐ (ซึ่งตลาดรับรู้ไปแล้วส่วนหนึ่ง) การแข็งค่าของค่าเงินหยวนของจีน และปัจจัยด้านการเมืองของโลกที่กดดันทางการของประเทศในเอเชียให้ค่าเงินมีความยืดหยุ่นขึ้น ตลอดจนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ดึงดูดให้เงินทุนไหลเข้าภูมิภาคนี้ต่อไป
ผลสำรวจมุมมองของลูกค้าโนมูระประจำเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้น จากการออกมาตรการ QE2 ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณสูง ผลสำรวจพบดังนี้
ประการแรก เกือบ 70% ของจำนวนลูกค้าทั้งหมด คาดว่าเฟดจะออกมาตรการอัดฉีดทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ QE2 ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินเฟดเดือน พ.ย.
ประการที่สอง ขนาดของการทำ QE2 ส่วนใหญ่ (25%) คาดว่าจะสูงถึง 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กับ 6 แสน1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ประการที่สาม 3.70% คาดว่าราคาของพันธบัตรรัฐบาลจะปรับสูงขึ้น (เหตุผลคือ การกดดอกเบี้ยระยะยาวลดลงจะส่งผลดีต่อราคาพันธบัตร)
ประการที่สี่ 60% คาดว่าการทำ QE2 จะส่งผลให้แนวโน้มดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐชะลอลง
ประการที่ห้า ส่วนสกุลเงินที่ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่อยากถือครองตอนนี้ ได้แก่ สวิสฟรังก์ 37% รองลงมาคือ เหรียญสหรัฐ 22% สหภาพยุโรป (อียู) 13% และต่ำสุดค่าเงินเยนญี่ปุ่น
ประการที่หก ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ (มากกว่า 50%) เชื่อว่าปัญหาคุณภาพเครดิตในอียูจะยังไม่ดีขึ้นในปี 2554
ประการที่เจ็ด สำหรับสินทรัพย์ในโภคภัณฑ์ประเภทใดที่คาดว่าจะให้มูลค่าดีสุดในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ปรากฏว่า 38% ให้สินค้าเกษตร 30% ให้ทองคำและโลหะมีค่า 20% ให้กับน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันอื่นๆ และน้อยสุดคือ โลหะอุตสาหกรรม
ประการที่แปด ผู้จัดการกองทุนส่วนใหญ่ยังคงมุมมองมากกว่าตลาด (52%) สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงในช่วง 3 เดือนข้างหน้า โดยน้อยกว่าตลาด (20%)
ขณะที่เงินทุนไหลเข้าสัปดาห์ก่อน ยังคงซื้อตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง (บวกกลุ่มพื้นฐานดี) โดยซื้อสุทธิหุ้นไทย 341 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าที่ซื้อสุทธิ 543 ล้านเหรียญสหรัฐ
โนมูระ ประมาณการว่า กำไรไตรมาส 3 ปี 2553 ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทยมีโอกาสดีกว่าคาด และกำไรที่ดีขึ้นจะเป็นปัจจัยหนุนต่อดัชนี
Earnings Momentum Indicator (EMI) ล่าสุด (สิ้นสุดเดือน ก.ย.) พบว่าประเทศไทยมี EMI สูงสุดในภูมิภาคที่ 2.6 เท่า (EMI > 1 หมายถึงจำนวน บจ. ถูกปรับเพิ่มประมาณการกำไร (มองถึงปีหน้า) มีมากกว่าปรับลง) และ Star Mine Predicted Surprise (ตลาดคาดมีโอกาสรายงานกำไรดีกว่าคาด) ของไทยอยู่อันดับ 3 ในภูมิภาคที่ 1.43 เท่า ส่วนกลุ่มที่มีโอกาสรายงานกำไรดีกว่าคาด ได้แก่ สื่อ อาหาร ค้าปลีก
บล.พัฒนสิน แนะนำซื้อหุ้นที่คาดกำไรไตรมาส 3 โดดเด่น แนะนำ ธนาคารกรุงไทย (KTB) ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) บริษัท บ้านปู (BANPU) บริษัท ไทยยูเนี่ยน โฟร์เซ่น โปรดักส์ (TUF) บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล (MINT) บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป (MAJOR) บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) และกลุ่มที่คาดพลิกจากขาดทุนเป็นกำไร ได้แก่ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) บริษัท ช.การช่าง (CK) และบริษัท อาร์ ซี แอล (RCL)
เอาเป็นว่ารอดูท่าที กนง. วันที่ 20 ต.ค. ก่อนก็แล้วกัน...







