posttoday
ดันระยองฐานส่งออกแอร์แอลจี

ดันระยองฐานส่งออกแอร์แอลจี

20 ตุลาคม 2553

โพสต์ทูเดย์ — แอลจีดันใช้โรงงานระยองเป็นฐานผลิตอุปกรณ์แอร์พาณิชย์ครบวงจร รองรับตลาดไทยอาฟตา ทุ่ม 40 ล้านรุกลาดพร้อมพัฒนาศูนย์ฝึกอบรม ตั้งเป้า 3 ปีติออันดับ1ใน3ผู้นำตลาด

นายเฮียน วู (ฮาเวิร์ด) ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจีอีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) เจ้าของและผู้ทำตลาดสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที “แอลจี” เปิดเผยว่า ภายใน ปี 25542555 มีแผนจะใช้โรงงานใน จ.ระยอง เป็นฐานการผลิตอุปกรณ์ระบายความร้อน (เอาต์ดอร์ยูนิต) สำหรับเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ แทนการนำชิ้นส่วนเข้าจากประเทศเกาหลี จากปัจจุบันนำเข้าชิ้นส่วนดังกล่าวมาจากประเทศเกาหลี ซึ่งหากทำได้จะยกเลิกการนำเข้าชิ้นส่วนจากเกาหลี

ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นฐานการผลิตเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์แบบครบวงจร สำหรับป้อนตลาดภายในประเทศและในตลาดเสรีการค้ากลุ่มประเทศอาเซียน หรืออาฟตาที่ลดอัตราภาษีนำเข้า 0% ตามนโยบายบริษัทแม่ สำนักงานใหญ่ (เฮดควอเตอร์) ในประเทศเกาหลี ที่วางให้ไทย เป็นประเทศยุทธศาสตร์ในการทำตลาดสินค้าเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ และมีการผลิตอุปกรณ์ในส่วนของอินดอร์ ยูนิตอยู่แล้ว

นอกจากนี้ ยังใช้งบอีก 20 ล้านบาท พัฒนาศูนย์ฝึกอบรม หรืออะคาเดมีใน จ.ระยอง เพื่อฝึกอบรมด้านเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และศูนย์แห่งใหม่ในกรุงเทพฯ เพื่อฝึกอบรมพนักงานรวมถึงผู้รับเหมางานในแต่ละโครงการให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการติดตั้งผลิตภัณฑ์อย่างถูกต้อง

ล่าสุดแอลจี เปิดตัวโซลูชันด้านระบบทำความร้อนครบวงจร ระบบระบายอากาศ และระบบเครื่องปรับอากาศ (HVAC) รวมถึงธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่รุ่นล่าสุด แอลจี มัลติวี 3 ที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะของแอลจีพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่น เพื่อตอบสนองความต้องการขงอตลาดได้อย่างครบถ้วน พร้อมดึงบัญชา ชุมชัยเวทย์ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ มาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ สำหรับแอลจี มัลติวี 3 เพื่อสะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและความคุ้มค่าในการลงทุนแก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งหลังจากแนะนำให้กับกลุ่มลูกค้าโครงการ สามารถปิดการขายได้แล้ว 10 โครงการ และอยู่ระหว่างการเจรจาประมูลราว 50 โครงการ

อย่างไรก็ตาม คาดว่าส่วนแบ่งตลาดสิ้นปีนี้อยู่ที่ 9% จากปัจจุบันอยู่ที่ 6% ของมูลค่าตลาดเครื่องปรับอากาศเชิงพาณิชย์ทั้งประเทศราว 8,0009,000 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2556 เพิ่มเป็นมากกว่า 15% และสามารถขึ้นสู่ผู้นำตลาด 3 อันดับแรก ซึ่งมูลค่าตลาดในขณะนั้นจะไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ข่าวล่าสุด

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก

คาดสินค้านำเข้าราคาต่ำปี 69 โต 4.4 หมื่นล้าน กระทบ SMEs แข่งขันยาก