
จันทรุปราคาคืนวันอาสาฬหบูชา
หากท้องฟ้าเปิดในกลางดึกของคืนวันศุกร์ที่ 27 ก.ค. ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา
โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด
หากท้องฟ้าเปิดในกลางดึกของคืนวันศุกร์ที่ 27 ก.ค. ซึ่งเป็นวันอาสาฬหบูชา เข้าสู่เช้ามืดวันเสาร์ที่ 28 ก.ค. 2561 ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาและวันเข้าพรรษา จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง เห็นได้ในประเทศไทยตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดปรากฏการณ์ มีระยะเวลามืดเต็มดวงนาน 1 ชั่วโมง 43 นาที นับเป็นจันทรุปราคาเต็มดวงที่นานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21
จันทรุปราคาเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ โคจรมาอยู่ในแนวเส้นตรงในอวกาศ ทำให้เงาของโลกไปตกที่พื้นผิวดวงจันทร์ เงาของโลกมี 2 ส่วน ได้แก่ เงามืดและเงามัว ที่วงโคจรของดวงจันทร์ เงามืดมีลักษณะเป็นวงกลมล้อมรอบด้วยเงามัว เงามืดมีความทึบแสงมากกว่าเงามัวมาก หากดวงจันทร์ผ่านเฉพาะเงามัว จะเรียกว่าจันทรุปราคาเงามัว เราจะไม่เห็นดวงจันทร์แหว่งเว้าเพราะเงามัวไม่ทำให้ดวงจันทร์มืดลงมากพอ
หากดวงจันทร์ผ่านเงามืด แต่ไม่ผ่านทั้งดวง จะเรียกว่าจันทรุปราคาบางส่วน ดวงจันทร์แหว่งเว้าให้สังเกตได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า และหากดวงจันทร์ทั้งดวงผ่านเข้าไปในเงามืด จะเรียกว่าจันทรุปราคาเต็มดวง แม้ดวงจันทร์อยู่ในเงามืดทั้งดวง แต่ก็ไม่ทำให้ดวงจันทร์มืดสนิทหรือกลืนไปกับท้องฟ้ามืดเบื้องหลัง เนื่องจากแสงอาทิตย์ผ่านบรรยากาศโลก เกิดการกระเจิงและการหักเหของแสง ทำให้ดวงจันทร์ปรากฏเป็นสีแดง โทนของสีอาจแตกต่างกันไปในแต่ละครั้ง
จันทรุปราคาเต็มดวงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังเที่ยงคืนของคืนวันศุกร์ที่ 27 ก.ค. ต่อเนื่องถึงเช้ามืดวันเสาร์ที่ 28 ก.ค. 2561 ดวงจันทร์เริ่มแตะเงามัวตั้งแต่เวลา 00.15 น. แต่เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใดๆ ดวงจันทร์จะหมองคล้ำจนอาจเริ่มสังเกตได้เมื่อเวลาประมาณตี 1 ซึ่งเป็นเวลาที่เงามัวกินลึกเข้าไปราวครึ่งหนึ่งของเส้นผ่านศูนย์กลางดวงจันทร์ ดวงจันทร์จะเริ่มแหว่งจริงๆ ก็ต่อเมื่อใกล้เวลา 01.24 น. โดยเริ่มแหว่งทางซ้ายมือ ค่อนไปทางด้านบน
เงามืดของโลกค่อยๆ เข้าบดบังดวงจันทร์มากขึ้น บังถึงราว 1 ใน 4 ส่วนที่เวลาประมาณ 01.45 น. บังครึ่งดวงที่เวลา 02.00 น. และบังราว 3 ใน 4 ส่วนที่เวลา 02.15 น. จากนั้นเมื่อใกล้เวลา 02.30 น. ซึ่งเป็นเวลาเริ่มต้นจันทรุปราคาเต็มดวง อาจสังเกตได้ว่าส่วนที่มืดบนดวงจันทร์แท้จริงไม่ได้มืดเป็นสีดำสนิท แต่ผสมกับสีน้ำตาลหรือแดง เห็นได้ชัดเมื่อสังเกตด้วยกล้องสองตาหรือกล้องโทรทรรศน์
สีและความสว่างของดวงจันทร์ขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงแตกต่างกันในจันทรุปราคาแต่ละครั้ง ปัจจัยหลักคือความหนาแน่นของเมฆที่อยู่บริเวณแนวคั่นระหว่างด้านกลางวันกับด้านกลางคืนของโลกและตำแหน่งของดวงจันทร์เมื่อเทียบกับศูนย์กลางเงาโลก นอกจากนี้ การสังเกตจันทรุปราคาในอดีตยังแสดงว่าหากมีการปะทุครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ ซึ่งทำให้เถ้าธุลีภูเขาไฟสะสมในบรรยากาศเป็นจำนวนมาก สามารถทำให้ดวงจันทร์มืดกว่าที่ควรจะเป็นได้
นักดาราศาสตร์มีวิธีบอกความสว่างและสีของดวงจันทร์ที่เห็นด้วยค่าแอล (L) ตามมาตราดังชง คิดค้นโดย อองเดร ลุย ดังชง นักดาราศาสตร์ชาวฝรั่งเศส บอกเป็นตัวเลข กำหนดให้ L=0 เมื่อดวงจันทร์มืดมาก เกือบมองไม่เห็น L=1 เมื่อดวงจันทร์มืด มีสีเทาหรือน้ำตาล มองเห็นรายละเอียดบนพื้นผิวได้ยาก
L=2 เมื่อดวงจันทร์มีสีแดงเข้ม หรือสีสนิมเหล็ก บริเวณใกล้ใจกลางมืดมาก แต่ขอบดวงจันทร์สว่าง L=3 เมื่อดวงจันทร์มีสีแดงอิฐ ขอบเงามืดมีสีเหลืองหรือสว่าง และ L=4 เมื่อดวงจันทร์มีสีทองแดงหรือสีส้ม ดวงจันทร์สว่างมาก ขอบเงามืดมีสีฟ้าและสว่าง ค่านี้เปลี่ยนแปลงได้นับตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดจันทรุปราคาเต็มดวง
ช่วงที่เกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ดวงจันทร์อยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล ดาวสว่างที่อยู่ใกล้ดวงจันทร์คือดาวอังคาร ซึ่งกำลังอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์พอดี ไม่บ่อยนักที่เราจะเห็นจันทรุปราคาเต็มดวงอยู่ใกล้ดาวเคราะห์
จันทรุปราคาครั้งนี้ดวงจันทร์ทั้งดวงอยู่ในเงามืดนาน 1 ชั่วโมง 43 นาที โดยดวงจันทร์เข้าใกล้ศูนย์กลางเงาโลกมากที่สุดในเวลา 03.22 น. จันทรุปราคาเต็มดวงจะสิ้นสุดในเวลา 04.13 น. ขอบดวงจันทร์ด้านบนจะเริ่มสว่างขึ้นเมื่อแสงขาวของดวงอาทิตย์ตกกระทบผิวดวงจันทร์อีกครั้ง เงามืดของโลกจะค่อยๆ เคลื่อนออกจากดวงจันทร์ มองเห็นดวงจันทร์แหว่งเนื่องจากเงามืดบังอยู่ราว 3 ใน 4 ส่วนที่เวลา 04.30 น. บังครึ่งดวงที่เวลา 04.45 น. และบังราว 1 ใน 4 ส่วนที่เวลา 05.00 น.
จันทรุปราคาบางส่วนสิ้นสุดเวลา 05.19 น. ดวงจันทร์กลับมาสว่างเต็มดวงแล้ว แต่จะสังเกตได้ว่าขอบด้านบนของดวงจันทร์ยังมืดสลัวอยู่เล็กน้อย เนื่องจากยังอยู่ในเงามัว สังเกตเห็นความสลัวของเงามัวบนผิวดวงจันทร์ได้จนถึงเวลา 06.00 น. ซึ่งดวงจันทร์ใกล้จะตกแล้ว หลังจากนั้นปรากฏการณ์จะสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์เมื่อดวงจันทร์ออกจากเงามัวเวลา 06.29 น.
จันทรุปราคาในคืนวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาของปีนี้เกิดขึ้นในฤดูฝนของประเทศไทย ซึ่งมีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะถูกเมฆบัง แต่ด้วยระยะเวลาของจันทรุปราคาเต็มดวงที่นานถึง 1 ชั่วโมง 43 นาที เชื่อว่าหากไม่มีฝนตกหนักตลอดคืน อาจมีบางช่วงที่เกิดช่องระหว่างเมฆให้สามารถมองเห็นดวงจันทร์ได้
จันทรุปราคาครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของปี ปีหน้ามีจันทรุปราคาเต็มดวงในวันที่ 21 ม.ค. 2562 แต่ไม่เห็นในประเทศไทย จันทรุปราคาครั้งที่ 2 ของปีเป็นจันทรุปราคาบางส่วน เห็นได้ในประเทศไทยในช่วงเช้ามืดของวันพุธที่ 17 ก.ค. 2562
หากพูดถึงเฉพาะจันทรุปราคาเต็มดวงที่เห็นได้ในประเทศไทย หลังจากปีนี้หัวค่ำของวันที่ 26 พ.ค. 2564 มีจันทรุปราคาเต็มดวงเกิดเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียง 14-15 นาที ในทางทฤษฎีสามารถสังเกตได้บริเวณด้านตะวันออกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ในทางปฏิบัติจะสังเกตได้ยากเพราะดวงจันทร์อยู่ใกล้ขอบฟ้า และท้องฟ้ายังไม่มืด ครั้งถัดไปที่สังเกตได้ดีจะเกิดขึ้นในคืนวันที่ 8 พ.ย. 2565 มีความพิเศษตรงที่ดวงจันทร์จะบังดาวยูเรนัสขณะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวงด้วย ที่กรุงเทพฯ กล้องโทรทรรศน์สามารถส่องเห็นดาวยูเรนัสปรากฏที่ขอบดวงจันทร์ขณะสิ้นสุดการบังในเวลา 18.32 น. ก่อนที่จันทรุปราคาเต็มดวงจะสิ้นสุดในเวลา 18.42 น.
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (22-29 ก.ค.)
ต้นสัปดาห์นี้ยังเป็นช่วงที่มีโอกาสเห็นดาวเคราะห์สว่างทั้ง 5 ดวงอยู่บนท้องฟ้าพร้อมกันในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ได้แก่ ดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ และดาวอังคาร เรียงลำดับจากดาวพุธที่อยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตก ไปสิ้นสุดที่ดาวอังคาร ซึ่งอยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออก
หลังจากต้นสัปดาห์ ดาวพุธเคลื่อนกลับเข้าใกล้ดวงอาทิตย์พร้อมกับความสว่างที่ลดลง ทำให้สังเกตได้ยาก ดาวศุกร์เป็นดาวสว่างที่อยู่สูงขึ้นไปบนท้องฟ้าทิศตะวันตก มองเห็นได้ชัดเจนในกลุ่มดาวสิงโต ตกลับขอบฟ้าราว 3 ทุ่มครึ่ง ถัดไปบนท้องฟ้าด้านทิศใต้จะมองเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง ตกลับขอบฟ้าราวเที่ยงคืนครึ่ง
ดาวเสาร์เป็นดาวสว่างสีทองอยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู เวลาหัวค่ำอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ในเวลา 4 ทุ่มครึ่ง แล้วเคลื่อนต่ำลง ตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาตี 4 ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล เป็นดาวสว่างเปล่งประกายเป็นสีส้ม อยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ในวันที่ 27 ก.ค. จึงขึ้นในเวลาใกล้เคียงกับดวงอาทิตย์ตก ผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ในเวลาราวเที่ยงคืนครึ่ง แล้วตกในเวลาเช้ามืด
ต้นสัปดาห์เป็นช่วงท้ายๆ ของข้างขึ้น ดวงจันทร์สว่างมากกว่าครึ่งดวงอยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำ วันที่ 25 ก.ค. ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวเสาร์ที่ระยะ 4 องศา จันทร์เพ็ญในวันที่ 28 ก.ค. เห็นจันทรุปราคาเต็มดวงอยู่ใกล้ดาวอังคาร สถานีอวกาศนานาชาติหรือไอเอสเอสโคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ โดยมีลักษณะเป็นดาวสว่างเคลื่อนที่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดหรือหัวค่ำ
วันอาทิตย์ที่ 22 ก.ค. 2561 กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเห็นสถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 19.09 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวา ผ่านระหว่างดาวพุธกับดาวศุกร์ ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 19.12 น. ที่มุมเงย 22 องศา และสิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศเหนือในเวลา 19.15 น.
วันจันทร์ที่ 23 ก.ค. 2561 สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 05.00 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางซ้าย ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 05.04 น. ที่มุมเงย 61 องศา สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 05.07 น.







