
เชียงของกับการพัฒนา เจริญได้แต่ต้องคู่กับสิ่งแวดล้อม
ชีวิต 6.4 หมื่นคน ที่รายล้อมอยู่บนพื้นที่ 836 ตารางกิโลเมตร ณ อ.เชียงของ จ.เชียงราย
โดย ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์
ชีวิต 6.4 หมื่นคน ที่รายล้อมอยู่บนพื้นที่ 836 ตารางกิโลเมตร ณ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เกินกว่า 70% ไม่อาจเลี่ยงได้ว่าการหล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนที่นี่นั้น จะต้องเกี่ยวข้องกับแม่น้ำโขงที่ไหลผ่าน
การดูแลอนุรักษ์ลำน้ำโขงของคนในเชียงของบนพื้นที่เหนือสุดของประเทศไทย ต่างก็ต้องทำทุกวิถีทาง ส่วนหนึ่งก็เพื่อการรักษาสิ่งแวดล้อม และอีกส่วนก็เพื่อชีวิตของพวกเขาเอง
แต่ในยุคปัจจุบันนอกเหนือไปจากการต่อสู้กับนโยบายรัฐที่พยายามผลักดันความเจริญอันเป็นสิ่งที่พวกเขาคนในพื้นที่ก็ไม่ได้คัดค้าน แต่อีกด้านก็ต้องหาตัวเลือกที่ดีกว่ากับชุมชน แต่ที่ไม่อาจหลงลืมไปได้ กลุ่มของชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังเป็นการต่อสู้กับธรรมชาติที่แปรเปลี่ยน อากาศที่เปลี่ยนไปก็ทำให้วิถีชีวิตของคนลำน้ำโขงเปลี่ยนตามไม่น้อย
จากการลงพื้นที่ไปสัมผัสถึงปัญหาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ภายใต้โครงการ “การนำเสนอองค์ความรู้และพัฒนาศักยภาพสื่อมวลชนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ที่จัดขึ้นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ก็ทำให้เห็นภาพของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของเชียงของที่ชัดเจนขึ้น
นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หรือครูตี๋ ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ บอกเล่าถึงการพัฒนาทีซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะการพัฒนาทีไม่สอดรับกับบริบทของพื้นที่ เขาบอกว่า พื้นที่เชียงของนับเป็นพื้นที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศอย่างมาก เพราะแม้จะเป็นพื้นที่เล็กๆ แต่มีภูมินิเวศที่ดีในการตั้งถิ่นฐานและพัฒนา นั่นเพราะมีแม่น้ำโขงไหลทอดผ่าน หนำซ้ำยังเป็นพื้นที่การเกษตรที่สมบูรณ์ เป็นแหล่งปลูกข้าวได้ดีที่สุด โดยเฉพาะข้าวเหนียวเขี้ยวงู ข้าวหอมมะลิ หรือแม้แต่ไม้ผลที่ปลูกได้กว่า 20 ชนิด ทั้งลองกอง มังคุด หรือแม้แต่ทุเรียนก็ยังได้ นั่นเพราะพื้นที่ สภาพอากาศที่เอื้ออำนวย
และจากพื้นที่เกษตรกรรมในอดีต เชียงของถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นสนามการค้าเมื่อปี 2540 และจากนั้นเชียงของก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
“เพราะการค้าในแง่เศรษฐกิจจะเอื้อทุกอย่างที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน ผลกระทบกับคนท้องถิ่นตามมาทันที โดยเฉพาะกับล่าสุดที่รัฐต้องการผลักดันให้เกิดนิคมอุตสาหกรรมพิเศษ ซึ่งไม่ได้ตรงกับความต้องการของคนในพื้นที่”
นิวัฒน์ ย้ำอีกว่า เมืองเชียงของเป็นเมืองที่มีลักษณะพิเศษ หากพัฒนาในทางที่ถูกต้อง ใช้ทุนของตัวเองของท้องถิ่นอย่างเหมาะสมและถูกต้อง เมืองก็จะพัฒนาได้ตามความต้องการของคนในพื้นที่ และสอดรับกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เรามีอยู่ แต่การพัฒนาด้วยนิคมอุตสาหกรรมพิเศษที่ไม่ได้ใช้วัตถุดิบของท้องถิ่นเลย และจะมีผลกระทบกับท้องถิ่นเข้าไปอีกและมาบอกว่าเพราะมันพิเศษนั่นไง แต่อย่าลืมว่าพื้นที่เชียงของก็พิเศษสำหรับคนท้องถิ่นเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ความเข้มแข็งของภาคประชาชนในพื้นที่ ทำให้รัฐต้องหันมาให้ความสนใจเหมือนกัน นิวัฒน์ ฉายภาพประเด็นนี้ว่า ภาคประชาสังคมรวมกลุ่มในการที่จะขอสิทธิเลือกความต้องการที่ตรงกับความเป็นจริงในบริบทของพื้นที่ ก็เกิดความเข้มแข็งขึ้นอย่างมาก เริ่มจากชุมชนในวงเล็กที่ขยายตัวและยกระดับขึ้นมา เพื่อมาร่วมถกและแสดงความเห็นพร้อมแผนการเดินหน้าร่วมกันว่าเราต้องการให้เชียงของเป็นอย่างไร และผลการถกร่วมกันของทั้ง 7 ตำบลที่ทำงานร่วมกับท้องถิ่น ก็ออกมาเป็นรูปแบบการพัฒนาเมืองที่เรียกว่า 1 เมือง 2 รูปแบบ
คือเป็นการพัฒนาเมืองภายใต้บริบทของทุนทางธรรมชาติที่ท้องถิ่นมีอยู่ เมืองต้องพัฒนาในแง่เศรษฐกิจได้โดยที่ไม่ต้องทำลายเมือง ไม่ทำลายพื้นที่เกษตร เมืองใหม่ก็เกิดขึ้นได้ภายในการกำกับที่ชัดเจน ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่าคนเชียงของกลัวรัฐบาล ไม่อยากได้การพัฒนา แต่กับการสร้างนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่มันไม่ไหวจริงๆ เพราะจะกระทบกับระบบนิเวศของพื้นที่อย่างมาก และหนักเกินกว่าที่รัฐจะเห็นภาพได้
“เชียงของยังมีความสำคัญในแง่ของอากาศ เพราะพื้นที่ป่าบุญเรือง ป่าชุ่มน้ำอีกหลายแห่ง เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ อีกทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของเชียงของก็ยังน่าสนใจและน่าจะถูกพัฒนาได้ พัฒนาอย่างไม่ทำร้ายสิ่งใดๆ ทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อม พื้นที่ป่าบุญเรือง พื้นที่ป่าชุ่มน้ำก็ยังคงอุดมไปด้วยสมุนไพร เราควรจะใช้ประโยชน์จากความสมบูรณ์ในพื้นที่ต่อยอดองค์ความรู้ในการจัดการขึ้นมา หากเป็นไปได้ก็น่าจะตั้งมหาวิทยาลัยสมุนไพร หรือทำให้เป็นเมืองสมุนไพรได้เลย นักท่องเที่ยวจีนก็แวะมาเพราะสนใจอยู่แล้ว เราเคยเสนอไปอย่างนี้และทางท้องถิ่นก็เห็นด้วย ก็ต้องดูต่อไปว่าจะมีการจัดการได้อย่างไรบ้าง” นิวัฒน์ ย้ำทิ้งท้าย
ความสมบูรณ์ของพื้นที่ที่พร้อมจะให้เกิดการพัฒนาผ่านศักยภาพของชุมชน ซึ่งนับเป็นสิ่งที่คนท้องถิ่นในฐานะเจ้าบ้านต่างต้องการ







