
โยกย้ายนายทหารไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
โบราณว่า “อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ”
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
โบราณว่า “อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ”
กรณีที่นายกรัฐมนตรีได้ย้อนถามผู้สื่อข่าวเมื่อต้นสัปดาห์ก่อนนั้นว่า “โยกย้ายนายทหารเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งอย่างไร” ในทำนองที่จะหลีกเลี่ยงการที่จะให้คำตอบที่ผู้สื่อข่าวถามไปถึงเรื่องการแต่งตั้งและโยกย้ายนายทหารที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คล้ายๆ กับอยากจะบอกแก่ผู้คนทั้งหลายว่า “การโยกย้ายนายทหารนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเลย” ก็ดูจะเข้ากับคำโบราณที่ยกมานี้ที่ว่า “อมพระมาพูดก็ไม่เชื่อ”
การปกครองของไทยไม่เคยก้าวข้าม “เสนาธิปไตย” หรือ “ทหารเป็นใหญ่” นั้นไปได้เลย ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 เป็นต้นมา เราก็ยังวนเวียนอยู่ในระบอบนี้
เริ่มต้นในวันที่ 24 มิ.ย. 2475 นั่นเอง ที่คณะทหารคือผู้ที่เป็นแกนนำในการเอากำลังออกมาเปลี่ยนแปลงการปกครอง และเป็นกำลังหลักในการค้ำจุนเสถียรภาพให้กับรัฐบาลเรื่อยมา จนทหารได้เพลี่ยงพล้ำไปในภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายพลเรือนก็ขึ้นมามีอำนาจในระยะสั้นๆ เพียงปีสองปี แต่แล้วเมื่อมีกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ทหารก็คืนสู่อำนาจเข้ามาอีก ทีนี้ก็อยู่ในอำนาจลากยาวมาจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์วันที่ 14 ต.ค. 2516 (แม้ว่าทหารจะมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจจากจอมพล ป. พิบูลสงคราม มาเป็นจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต่อเนื่องมาถึงจอมพลถนอม กิตติขจร แต่ก็ต้องถือว่ายังอยู่ในยุคทหารเป็นใหญ่นั่นเอง) มาสู่การเมืองในระบบเลือกตั้งเพียงสั้นๆ เพียงไม่ถึงสามปี ทหารก็คืนสู่อำนาจเข้ามาได้อีก แล้วเข้ามาจัดวางโครงสร้างทางการเมืองเสียใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2521
ที่เรียกว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” เพราะได้วางบทบาทให้ทหารเข้ามาอยู่ในวุฒิสภาเพื่อค้ำจุนรัฐบาลอย่างชัดเจน ซึ่งแม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ก็มีการ “ชี้ตัว” ให้นายทหารเท่านั้นที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ กระทั่งนักการเมืองคิดจะลองดีกับทหารด้วยการไปแตะต้องการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารในปี 2534 จึงถูกยึดอำนาจอีกครั้งในต้นปีนั้น แม้ว่าจะถูกขับไล่ให้พ้นไปปีต่อมา ตามมาด้วยกระแสการปฏิรูปการเมือง จนกระทั่งได้รัฐธรรมนูญ “ฉบับประชาชน” ในปี 2540 ทหารก็ได้อาศัยจังหวะที่นักเลือกตั้งกำลัง “บ้าอำนาจ” นั้นโค่นล้มผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งเสีย ในวันที่ 19 ก.ย. 2549 โดยทหารอ้างว่าไม่ต้องการเห็นคนไทยสู้รบกัน จากนั้นก็รีบคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว โดยให้มีการเลือกตั้งในปลายปีต่อมา แต่ว่าบ้านเมืองก็ไม่สงบ มีกรณีเผาบ้านเผาเมืองในปี 2552 ท่ามกลางการรอคอยอย่างอดทนของทหาร
กระทั่งเมื่อน้องสาวของอดีตผู้นำ “นักโทษหนีคดี” ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2554 ที่นำมาซึ่งการต่อต้านครั้งใหญ่ในอีกสองปีต่อมา ในกรณีที่จะมีการนิรโทษกรรมให้แก่พี่ชายและพรรคพวก กระทั่งทหาร “ต้อง” ออกมายึดอำนาจในวันที่ 22 พ.ค. 2557 แล้วครองอำนาจมา
อย่างยาวนานกว่า 4 ปีนี้ ภายใต้คำมั่นสัญญาว่าจะสร้างความปรองดองและปฏิรูปประเทศ “ให้ได้” ถึงขั้นที่ได้วางกลไกอย่างซับซ้อนไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ เช่น การมีวุฒิสภาแบบ “สภาเทวดา” ไว้ค้ำจุนบัลลังก์ให้คณะผู้ปกครอง และกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อการควบคุมการบริหารประเทศไปอีกอย่างน้อย 20 ปีนั้น เป็นต้น
ที่เล่าประวัติศาสตร์มาอย่างยืดยาวนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า “ทหารมีความเกี่ยวข้องกับการเมืองไทยอย่างแน่นอน” และมีความเกี่ยวข้องในระดับที่ “สูงมาก” หรือค่อนข้างจะ “เบ็ดเสร็จเด็ดขาด” นั่นเลยทีเดียว ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามตำรารัฐศาสตร์ก็มีการกล่าวไว้ถึง “ข้อได้เปรียบ” ของทหารในทางการเมืองการปกครองในบางประเทศ ที่ได้มีการศึกษามาเมื่อ 40 ปีที่แล้ว แต่ก็ยังมีความเป็นจริงอยู่โดยเฉพาะประเทศไทย ก็คือ
ประการแรก ในประเทศที่มีวัฒนธรรมทางการเมืองแบบ “ไพร่ฟ้า” คือต้องพึ่งพิงเจ้านายหรือผู้มีอำนาจมาอย่างยาวนาน มักจะมีแนวโน้มที่จะเชื่อฟังหรือต้องพึ่งพิงผู้มีอำนาจนั้นเรื่อยไป ซึ่งในกรณีของประเทศไทย ทหารคือกลุ่มคนที่มีอำนาจมากที่สุดในสังคมไทย บางยุคสมัยนั้นอาจจะมีมากกว่าพระมหากษัตริย์เสียอีก ทหารจึงอยู่ในฐานะได้เปรียบที่จะ “อ้างสิทธิธรรม” เพื่อรักษาบ้านเมืองนี้ได้เสมอ
ประการต่อมา ทหารคือ “องค์กรเดียว” ที่มีพลานุภาพทางอาวุธมากที่สุดในสังคม รวมถึงสามารถใช้อาวุธเหล่านั้นได้อย่างถูกกฎหมาย (รวมถึงประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายนั้นด้วย) จึงเป็นองค์กรที่มี “อันตรายมาก” หากขาดกลไกในการควบคุม รวมถึง “เจตนคติ” ของผู้นำทหารที่มีต่อบ้านเมือง เพราะในประเทศที่พัฒนาแล้ว (แม้แต่ประเทศคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการทางรัฐสภา) ก็ต้องมีการควบคุมการใช้อำนาจของทหารนี้ให้ดี เช่น การควบคุมงบประมาณ การบริหารกำลังพล และระบบธรรมาภิบาลในกองทัพ
อีกประการหนึ่ง การที่องค์กรทหารมีความเข้มแข็งมาก ที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Solidarity ก็เพราะทหารเป็นองค์กร “แบบปิด” คืออาศัยเรื่องของความมั่นคงและความปลอดภัยป้องกันการคุกคามจากภายนอก จึงไม่มีใครเข้าไป “ยุ่ง” กับทหารได้ อีกอย่างหนึ่งทหารในบางประเทศได้สร้างระบบการสืบทอดอำนาจไว้อย่างเข้มแข็ง เช่น รุ่นพี่รุ่นน้อง และกรมกองต่างๆ เพื่อให้เกิดความไว้วางใจในการที่จะบังคับบัญชา หรือ “ใช้งาน” ทั้งนี้เมื่อทหารเข้าไปอยู่ในองค์กรใด เช่น ในพรรคการเมือง ก็จะใช้อำนาจในลักษณะนั้นด้วย
สำหรับประเทศไทย ว่ากันว่าถ้าจะให้ดูว่าใครมีอำนาจมากที่สุด ให้ดูว่าใครคือ “ผู้บัญชาการทหารบก” ดังนั้นที่นายกรัฐมนตรีท่านบอกว่า ท่านจะให้คำตอบเรื่องอนาคตทางการเมืองของท่านในเดือน ก.ย.นั้น ก็อาจจะมีสาเหตุหนึ่งจากการรอที่จะดูว่าในเดือนดังกล่าวจะได้ใครมาเป็น ผบ.ทบ.
รวมถึงที่ว่าจะมีการเลือกตั้งหรือไม่อีกด้วย







