
พาณิชย์ชี้ส่งออกพุ่ง อานิสงส์ศึกสหรัฐ-จีนเดือด
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ นิกเกอิ เอเชียน รีวิว ว่า การส่งออกของไทย
สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ นิกเกอิ เอเชียน รีวิว ว่า การส่งออกของไทยมีแนวโน้มขยายตัวแข็งแกร่งขึ้นในปีนี้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ไทยสามารถส่งออกสินค้า โดยเฉพาะอาหารไปจำหน่ายในสองประเทศดังกล่าวได้มากยิ่งขึ้น
“เราคาดการณ์ว่าการส่งออกอาหารทะเลที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้การส่งออกทั้งหมดของไทยขยายตัวมากกว่า 8% และอาจปรับขึ้นเกินสองหลักในปีนี้” สนธิรัตน์ กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยตั้งเป้าส่งออกไว้ที่ 8% สำหรับปี 2561 หลังดีมานด์สินค้าทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น หนุนให้การส่งออกของไทยปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.36 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.8 ล้านล้านบาท) เมื่อปี 2560 ซึ่งไทยกำลังจะปรับเป้าส่งออกสำหรับปี 2561 ขึ้น โดยรอการประเมินสภาวะตลาดของรัฐบาลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
นอกจากนั้น หลังการหารือกับหอการค้า หน่วยงาน และสมาคมธุรกิจต่างๆ สนธิรัตน์ กล่าวว่า มาตรการตั้งภาษีสินค้าตอบโต้กันระหว่างสหรัฐและจีนรอบล่าสุด ซึ่งเริ่มบังคับใช้ในเดือน ส.ค. จะเป็นผลดีต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะอาหารทะเล เนื่องจากภาษีที่ครอบคลุมอาหารทะเลหลายอย่างที่รวมถึงอาหารแช่แข็ง ปู ปลาทูน่า และปลาแซลมอนครีบเหลือง ทำให้ไทยสามารถเพิ่มการส่งสินค้าดังกล่าวทดแทนสินค้าจีนที่หายไป ซึ่งไทยมีศักยภาพดำเนินการดังกล่าวได้ เนื่องจากไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารรายใหญ่ที่สุดอันดับ 5 ของโลก และกำลังพัฒนากระบวนการแปรรูปอาหารอย่างต่อเนื่อง
ด้าน พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็ง คาดการณ์ว่าอาหารแปรรูปและอาหารแช่แข็งจะมีราคาแพงขึ้นทั้งในสหรัฐและจีน ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ไทยสามารถเข้าไปทำตลาดดังกล่าว โดยสินค้าจากไทยจะสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีกว่า เนื่องจากเสียภาษีสินค้านำเข้าต่ำกว่า
“การส่งออกอาหารทะเลของไทยอยู่ที่ 5,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.83 แสนล้านบาท) เมื่อปี 2561 ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกอาหารทั้งหมดอยู่ที่ 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 9 แสนล้านบาท) คิดเป็น 10% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด” พจน์ กล่าว
สำหรับธุรกิจปลาทูน่าแปรรูปคาดว่าได้อานิสงส์จากความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐ โดย ชนินทร์ ชลิศราพงศ์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมทูน่า เปิดเผยว่า ไทยคาดจะส่งออกปลาทูน่าแปรรูปไปยังสองประเทศได้มากขึ้น ขณะนี้ไทยเป็นผู้ส่งออกปลาทูน่าแปรรูปรายใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ที่ 2,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.6 หมื่นล้านบาท) เมื่อปี 2561
“หากความตึงเครียดทางการค้าดำเนินไปเป็นเวลานาน บริษัทแปรรูปอาหารทะเลในทั้งสองประเทศมีแนวโน้มย้ายฐานการผลิตมายังไทย เนื่องจากการส่งออกจากไทยจะช่วยให้เสียภาษีน้อยลง ซึ่งเป็นการหนุนภาคอุตสาหกรรมทางอ้อม” ชนินทร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป เปิดเผยว่า ปีนี้คาดการส่งออกอาหารทุกประเภทปีนี้จะมีมูลค่า 1 ล้านล้านบาท หากคิดเป็นเงินดอลลาร์จะเติบโต 8% ถ้าคิดเป็นเงินบาทจะเพิ่มขึ้นแค่ 1.5% เนื่องจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาร่วมประมาณ 10%
ขณะที่การส่งออกอาหารสำเร็จรูปจะมีมูลค่า 2 แสนล้านบาท หากคิดเป็นเงินดอลลาร์จะเพิ่มขึ้น 2-4% แต่ถ้าคิดเป็นเงินบาทจะทรงตัวในขณะที่ต้นทุนเท่าเดิม
“พอตีกลับมาเป็นเงินบาทแทบไม่ได้เพิ่ม ทรงตัวก็ถือว่าเก่ง ทำให้เงินไปไม่ถึงมือต้นตอแหล่งผลิตอาหารอย่างเกษตรกร และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น เพราะเงินหายไประหว่างทางจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน จึงทำให้รู้สึกว่าทำไมราคาสินค้าเกษตรไม่เพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่รัฐบาลบอกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น” วิศิษฐ์ กล่าว







