
พายุฝุ่นบนดาวอังคาร
ดาวอังคารกำลังเข้าใกล้โลกมากขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เห็นเป็นดาวเด่นบนท้องฟ้าตลอดเดือน ก.ค.-ส.ค.
โดย วรเชษฐ์ บุญปลอด
ดาวอังคารกำลังเข้าใกล้โลกมากขึ้นในช่วงนี้ ทำให้เห็นเป็นดาวเด่นบนท้องฟ้าตลอดเดือน ก.ค.-ส.ค.นี้ โดยปรากฏอยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล ใกล้กลุ่มดาวคนยิงธนู ดาวอังคารจะอยู่ตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้สว่างที่สุดในวันที่ 27 ก.ค. และใกล้โลกที่สุดในวันที่ 31 ก.ค. 2561
โดยปกติช่วงเวลาที่ดาวอังคารใกล้โลก เราจะสามารถมองเห็นร่องรอยมืดคล้ำตัดกับพื้นผิวสว่างสีส้มและขั้วน้ำแข็งได้ชัดเจนที่สุดโดยมองผ่านกล้องโทรทรรศน์ แต่อุปสรรคสำคัญที่ทำให้การสังเกตดาวอังคารในช่วงนี้กลับไม่ดีอย่างที่หลายคนคาดหวังไว้ คือพายุฝุ่นที่กำลังก่อให้เกิดเมฆฝุ่นกระจายพื้นที่ปกคลุมเกือบทั่วดาวอังคาร
ดาวอังคารมีบรรยากาศซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ แต่ไม่หนาแน่นอย่างบนดาวศุกร์หรือบนโลก ทำให้เราสามารถมองเห็นพื้นผิวดาวอังคารได้ เมฆบนดาวอังคารอาจแบ่งได้เป็น 3 ส่วน เมฆสีน้ำเงินอยู่สูงจากพื้นผิวมากที่สุด เมฆสีขาวอยู่ต่ำลงไป และเมฆสีเหลืองอยู่ใกล้พื้นผิวมากที่สุด
เมฆสีเหลืองบนดาวอังคารซึ่งสังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดปรากฏขึ้นเมื่อพายุฝุ่นก่อตัวบนพื้นผิว จากนั้นกระแสลมบนดาวอังคารทำให้อนุภาคฝุ่นรวมตัวกันกลายเป็นเมฆฝุ่น ส่วนใหญ่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมักอยู่ในพื้นที่จำกัดและสลายตัวไปในเวลาไม่นาน แต่ก็มีบางครั้งที่เมฆฝุ่นคงอยู่นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน และกระจายพื้นที่ปกคลุมไปทั่วหรือเกือบทั่วทั้งดาวอังคาร
นักดาราศาสตร์ที่เฝ้าสังเกตดาวอังคารพบว่าพายุฝุ่นที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์พายุฝุ่นทั่วทั้งดาว ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ได้เริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2561 โดยก่อตัวขึ้นในซีกเหนือของดาวอังคาร เป็นบริเวณที่มีชื่อว่าทะเลอาซิดาเลีย (Mare Acidalium) แตกต่างจากพายุฝุ่นทั่วทั้งดาวที่เกิดขึ้นในอดีต ซึ่งมักก่อตัวขึ้นในซีกใต้ ตรงบริเวณที่ราบต่ำเฮลลาส (Hellas Planitia) จากนั้นขยายตัวจนคลุมพื้นที่เป็นวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ
นักดาราศาสตร์อธิบายว่า สาเหตุที่พายุฝุ่นบนดาวอังคารสามารถก่อให้เกิดเมฆฝุ่นขยายตัวปกคลุมทั่วดาวได้ แต่ไม่เกิดบนโลก มีปัจจัยสำคัญอย่างน้อยสองประการ อย่างแรกคือแรงโน้มถ่วงที่ต่ำ อย่างที่สองคือดาวอังคารไม่มีมหาสมุทร เมื่อฝุ่นถูกยกตัวให้สูงขึ้นด้วยกระแสลมจนกลายเป็นเมฆฝุ่น แรงโน้มถ่วงบนดาวอังคารมีไม่มากพอที่จะดึงให้ฝุ่นเหล่านั้นตกกลับสู่พื้นผิวได้อย่างรวดเร็วแบบบนโลก มหาสมุทรบนโลกช่วยให้เกิดความชื้นในอากาศซึ่งคอยดึงฝุ่นออกจากบรรยากาศและชะลอหรือยับยั้งการเคลื่อนที่ของเมฆฝุ่นไม่ให้ลอยข้ามทวีป บนโลกจึงไม่มีปรากฏการณ์พายุฝุ่นทั่วทั้งดาวแบบที่พบได้บนดาวอังคาร
สิ่งที่นักดาราศาสตร์สังเกตและรายงานความเปลี่ยนแปลงของดาวอังคารอันเป็นผลจากพายุฝุ่นคือสีที่เปลี่ยนไป โดยปกติในช่วงที่ดาวอังคารใกล้โลกมากที่สุดซึ่งดาวอังคารจะสว่างมาก เรามักสังเกตว่าดาวอังคารมีสีชมพูหรือสีส้มค่อนไปทางแดงหรือชมพู แต่รายงานล่าสุดพบว่าดาวอังคารมีสีส้มอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นผลจากเมฆสีเหลืองที่บดบังพื้นผิวส่วนใหญ่ของดาว
ปรากฏการณ์พายุฝุ่นทั่วทั้งดาวอังคารซึ่งเกิดขึ้นเมื่อปี 2544 เริ่มขึ้นในเดือน ก.ค.และสิ้นสุดในเดือน ต.ค. พายุฝุ่นที่เกิดขึ้นในปีนี้ก็อาจดำเนินไปในแนวทางคล้ายกัน ดังนั้นเราอาจคาดหมายได้ว่าแม้ปีนี้ดาวอังคารจะใกล้โลกมาก แต่น่าเสียดายที่เราอาจไม่ได้เห็นพื้นผิวดาวอังคารที่ชัดเจนนัก อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์นี้ไม่สามารถพยากรณ์ได้ล่วงหน้า เมฆฝุ่นอาจสลายตัวไปเร็วกว่าที่คิดก็ได้ ดังนั้นดาวอังคารจะยังคงเป็นเป้าหมายที่น่าสนใจในการสังเกตและถ่ายภาพผ่านกล้องโทรทรรศน์สำหรับนักดาราศาสตร์สมัครเล่น
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (15-22 ก.ค.)
หากท้องฟ้าเป็นใจ สัปดาห์นี้เป็นช่วงที่เรามีโอกาสเห็นดาวเคราะห์สว่างทั้งห้าดวง อยู่บนท้องฟ้าพร้อมกันในเวลาหัวค่ำ ดาวเคราะห์ทั้งห้าประกอบด้วยดาวพุธ ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ และดาวอังคาร เรียงลำดับจากดาวพุธที่อยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตก ไล่ไปจนถึงดาวพฤหัสบดีที่อยู่สูงทางทิศใต้ และไปสิ้นสุดที่ดาวอังคาร ซึ่งอยู่ใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออก
ช่วงเวลาที่สังเกตดาวเคราะห์ทั้งห้าได้เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ราว 2 ทุ่ม หากสังเกตราวครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้จะไม่เห็นดาวอังคาร เพราะยังไม่ขึ้นหรืออยู่ใกล้ขอบฟ้ามาก และหากสังเกตหลังจากนี้ราวครึ่งชั่วโมงจะไม่เห็นดาวพุธเพราะตกลับขอบฟ้าไปแล้ว ในทางปฏิบัติอาจสังเกตได้ค่อนข้างยาก เพราะนอกจากท้องฟ้าต้องเปิดแล้ว ต้องไม่มีเมฆหมอกหรือสิ่งอื่นใดบดบังที่บริเวณขอบฟ้าทิศตะวันออกและทิศตะวันตกด้วย
ในบรรดาดาวเคราะห์ที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า ดาวศุกร์สว่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด ขณะนี้อยู่ในกลุ่มดาวสิงโตบนท้องฟ้าทิศตะวันตก จากดาวศุกร์เราจะเห็นดาวพุธอยู่ห่างไปทางขวามือด้านล่าง และเมื่อมองสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าทิศใต้จะเห็นดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวคันชั่ง ดาวพฤหัสบดีค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนตกลับขอบฟ้าราวตี 1
ดาวเสาร์อยู่ในกลุ่มดาวคนยิงธนู มองเห็นเป็นดาวสว่างสีทอง โดยช่วงหัวค่ำอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ดาวเสาร์จะผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าทิศใต้ในเวลา 5 ทุ่ม จากนั้นเคลื่อนต่ำลงไป ตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาตี 4 ครึ่งดาวอังคารส่องสว่างมองเห็นเป็นสีส้มอยู่เหนือขอบฟ้าทิศตะวันออกตั้งแต่เวลาประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง ขณะนี้อยู่ในกลุ่มดาวแพะทะเล ผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ในเวลาหลังตี 1 เล็กน้อย และจะเคลื่อนไปอยู่บนท้องฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาเช้ามืด
สัปดาห์นี้เป็นข้างขึ้น ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำของทุกวัน วันที่ 15 ก.ค. 2561 ดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในกลุ่มดาวสิงโตที่ระยะ 4 องศา เป็นคืนที่เราจะเห็นดวงจันทร์อยู่ระหว่างดาวพุธกับดาวศุกร์ วันที่ 16 ก.ค. ดวงจันทร์เคลื่อนไปอยู่เคียงข้างดาวศุกร์ที่ระยะ 4 องศา วันที่ 20 ก.ค. ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงขณะอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดี ค่ำวันที่ 21 ก.ค. ก็ยังคงเห็นดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีที่ระยะ 6 องศา
สถานีอวกาศนานาชาติหรือไอเอสเอสโคจรรอบโลกที่ความสูงประมาณ 400 กิโลเมตร ระนาบวงโคจรทำมุมเอียง 52 องศากับเส้นศูนย์สูตร ปรากฏให้เห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อแสงอาทิตย์ตกกระทบ โดยมีลักษณะเป็นดาวสว่างเคลื่อนที่บนท้องฟ้าเวลาเช้ามืดหรือหัวค่ำ สัปดาห์นี้มีโอกาสเห็นได้หลายครั้ง ที่น่าสนใจมีดังนี้
วันพุธที่ 18 ก.ค. 2561 กรุงเทพฯ และบริเวณใกล้เคียงเห็นสถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศใต้ในเวลา 19.25 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางซ้าย ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 19.28 น. ที่มุมเงย 21 องศา สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 19.30 น.
วันพฤหัสบดีที่ 19 ก.ค. 2561 สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 20.09 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวาโดยผ่านใกล้ดาวศุกร์ ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือในเวลา 20.12 น. ที่มุมเงย 31 องศา สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศเหนือในเวลา 20.15 น.
วันศุกร์ที่ 20 ก.ค. 2561 สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลา 19.16 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นโดยผ่านใกล้ดวงจันทร์และดาวพฤหัสบดี ผ่านเหนือศีรษะในเวลา 19.20 น. สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 19.23 น.
วันเสาร์ที่ 21 ก.ค. 2561 สถานีอวกาศเริ่มปรากฏใกล้ขอบฟ้าทิศเหนือในเวลา 05.08 น. จากนั้นเคลื่อนสูงขึ้นไปทางขวา ถึงจุดสูงสุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในเวลา 05.11 น. ที่มุมเงย 30 องศา สิ้นสุดการมองเห็นใกล้ขอบฟ้าทิศตะวันออกเฉียงใต้ในเวลา 05.14 น. (เวลาอาจคลาดเคลื่อนได้เล็กน้อย)







