posttoday
10 เทคโนโลยีน่าจับตา ‘พลิกธุรกิจ-เปลี่ยนชีวิต’

10 เทคโนโลยีน่าจับตา ‘พลิกธุรกิจ-เปลี่ยนชีวิต’

15 กรกฎาคม 2561

การเปิดเผย 10 เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

โดย อาทิตย์ ลมูลปลั่ง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

การเปิดเผย 10 เทรนด์เทคโนโลยีที่น่าจับตามอง ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) คือวาระสำคัญที่นักลงทุนและประชาชนให้ความสนใจมากขึ้นทุกขณะอย่างต่อเนื่อง

สำหรับในปีนี้ก็เช่นกัน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. บรรยายพิเศษ เรื่อง “10 เทคโนโลยีที่น่าจับตามองสำหรับธุรกิจ” ที่จะส่งผลกระทบในช่วงเวลา 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งดำเนินมาเป็นปีที่ 9 แล้ว ภายในงาน Thailand Tech Show 2018 ที่ สวทช. จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-8 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อถ่ายทอดและต่อยอดนวัตกรรมผู้ประกอบการ ใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) พัฒนากระบวนการผลิตให้เท่าทันต่อเทคโนโลยี

1.แบคทีเรียลดยุงพาหะ (Mosquito-Targeted Wolbachia)

ขณะนี้มีโครงการระดับนานาชาติที่นำแบคทีเรียในสกุล โวลบาเชีย (Wolbachia) เข้าร่วมโปรแกรมระดับโลก World Mosquito Program หรือในอีกชื่อหนึ่งว่า Eliminate Dengue รัฐบาลออสเตรเลียใช้ Wolbachia เป็นทางเลือกใหม่ที่ลดความเสี่ยงของการระบาดโรคไข้เลือดออก ซิกา และชิคุนกุนยาได้ และมีต้นทุนต่ำเฉลี่ยแค่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ/ประชากรเท่านั้น ขณะที่ปี ค.ศ. 2012 รัฐบาลสิงคโปร์ทำโครงการทดสอบภาคสนามปล่อยยุงที่มี Wolbachia ออกสู่สิ่งแวดล้อมเพื่อศึกษาและประเมินความเสี่ยง เทคโนโลยีการกำจัดยุงด้วยแบคทีเรีย น่าจะเป็นทางเลือกสำคัญแบบหนึ่งในการกำจัดยุงในพื้นที่อื่นๆ ของโลก

2.วัคซีนกินได้ (Edible Vaccine)

วัคซีนรุ่นใหม่อาจจะใช้วิธีการกิน เช่น พืชอาหารต่างๆ การทำพืชวัคซีนแบบนี้ต้องนำสารพันธุกรรมของเชื้อโรคที่ไม่เกี่ยวกับการก่อโรคมาใส่เข้าไปในพืช พืชจึงเป็นดั่งโรงงานที่สร้างสารเหล่านี้ขึ้นมา โดยขั้นตอนนี้อาศัยแบคทีเรียพวก Agrobacterium นำสารพันธุกรรมเข้าไปในพืช วิธีนี้มีข้อดีคือ ไม่ต้องใช้ไข่สดหรือสัตว์ในการผลิต จึงปลอดภัยจากการปนเปื้อนเชื้อโรค วัคซีนแบบใหม่จึงอาจจะใช้วิธีกินแทนที่จะฉีดแบบที่เราคุ้นเคยกันมานาน

3.เซลล์สำหรับทดสอบยา (Cell Line for Drug Testing)

การนำเซลล์ผู้ป่วยมาทำให้เป็นสเต็มเซลล์แบบพิศษ iPSC จะสามารถนำมาทดสอบยาได้โดยตรง และได้คำตอบที่รวบรัดชัดเจนด้วยว่ายาที่ต้องการใช้ทำให้เซลล์ผู้ป่วยคนนั้นมีปฏิกิริยาทางลบหรือจะเกิดการแพ้ยาหรือไม่ ทั้งนี้มีบริษัทต่างๆ พยายามหาวิธีสร้างเซลล์ iPSC จากผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น ฝรั่งเศส ผนวกเอาเทคโนโลยี Microfluidic Cell Culture ที่เพาะเลี้ยงเซลล์ในระบบที่มีการแลกเปลี่ยนสารอาหารและอากาศที่ไหลผ่านเซลล์โดยควบคุมอย่างละเอียดทุกอย่าง จนทำให้สเต็มเซลล์เติบโต และเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในระยะต่างๆ เหมาะนำมาใช้ทดสอบความเป็นพิษของยาได้ดี

4.การบำบัดส่วนบุคคล (Personalized Therapy)

ในปัจจุบันมีวิธีการตรวจรักษาที่เจาะจงมากขึ้น ทำให้การป้องกันและรักษาโรคดีขึ้นจนถึงระดับที่บำบัดรักษาแบบจำเพาะกับคนคนนั้น จนเกิดการรักษาแบบ Personalized Therapy หรือ เป็นการบำบัดส่วนบุคคลเลยทีเดียว

นักวิจัยชาวญี่ปุ่น ชินยะ ยามานะกะ (Shinya Yamanaka) ค้นพบวิธีการสร้าง “ตั้งโปรแกรมใหม่” หรือ Reprogramming Cell ที่ช่วยเปลี่ยนเซลล์ร่างกายแบบอื่นๆ ที่มีจำนวนมาก เช่น เซลล์ผิวหนัง ให้กลายเป็นสเต็มเซลล์ได้เพียงใส่ดีเอ็นเอจำเพาะไม่กี่ชิ้น เกิดเป็นสเต็มเซลล์แบบพิเศษที่เรียกว่า iPSC ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลจากการค้นพบนี้ ในปี ค.ศ. 2012 ไม่เพียงแค่เราได้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยง่ายขึ้น เทคโนโลยีในการแก้ไขดีเอ็นเอที่ผิดปกติที่เรียกว่า เทคโนโลยีการดัดแปลงยีน หรือที่เรียกว่า CRIPR/Cas9 (คริสเพอร์แคส 9) ยังทำให้ช่วยรักษาโรคพันธุกรรมที่ไม่เคยรักษาได้ เช่น โรคจอตาเสื่อม ด้วย

5.เข็มจิ๋วอัจฉริยะ (Intelligent Nano-Needle)

หลายคนคงรู้จักเข็มจิ๋วจิ้มไม่เจ็บ หรือ Nano Needle ที่อาศัยลักษณะของเข็มที่เล็กมาก ทำให้เวลาใช้งาน ผู้ที่ถูกเข็มเหล่านี้จิ้มจะไม่รู้สึกเจ็บ แต่เข็มเหล่านี้สามารถพัฒนาให้ฉลาดขึ้นและทำงานได้อเนกประสงค์ เช่น การเชื่อมต่อกับตัวรับสัญญาณ หรือเซ็นเซอร์ ทำให้สามารถตรวจวัดระบบการทำงานต่างๆ ของร่างกายตามเวลาจริง เช่น ผู้ป่วยโรคเบาหวาน หากมีการเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างกะทันหันอาจก่ออันตรายร้ายแรงได้ ก็อาจต้องอาศัยเข็มจิ๋วอัจฉริยะนี้ แปะติดกับผิวหนังไว้ เพื่อให้ทำหน้าที่เป็น “ชุดวัดระดับน้ำตาล” ไปด้วยในตัว

6.วาล์วจิ๋วส่งยา (Nano-Valve)

เทคโนโลยีนาโนพอร์ซีเควนซิ่ง (Nano-Pore Sequencing) ที่อาศัยช่องเล็กระดับนาโน หรือเล็กกว่าเส้นผมราว 1 แสนเท่า ในการอ่านรหัสพันธุกรรมนั้น สามารถนำมาสร้าง “วาล์ว (Valve)” หรือลิ้นปิดเปิดระดับนาโน ซึ่งจะเกิด “นาโนวาล์ว” ทำให้ได้ระบบนำส่งโมเลกุลหรือยาไปสู่เซลล์เป้าหมายและสามารถควบคุมการปลดปล่อย ณ ตำแหน่งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำช่วยในการรักษาโรคได้ และยังใช้การควบคุมการปิด-เปิดของวาล์ว ผ่านกลไกการเปลี่ยนแปลง pH เช่น เซลล์เนื้องอก หรือมะเร็ง มี pH หรือสารจำเพาะที่ต่างจากเซลล์
ปกติทำให้วาล์วเปิด และปล่อยสารหรือยาที่อยู่ภายในออกมารักษาได้

7.การพิมพ์โลหะ 3 มิติ (Metal 3D Printing)

ในปี 2562 จะมีเครื่องพิมพ์โลหะ 3 มิติ ไว้ใช้ตามออฟฟิศมากขึ้น โดยใช้วิธีพิมพ์แบบดันวัสดุ (Material Extrusion) ผงโลหะที่ผสมกับโพลีเมอร์จะถูกดันผ่านหัวฉีดขึ้นมาเป็นชั้นๆ โดยไม่ต้องใช้เลเซอร์หรือลำแสงอิเล็กตรอน และไม่มีผงโลหะส่วนเกิน เหมาะกับการผลิตจำนวนไม่มากและมีความจำเพาะเจาะจง เช่น ในทางการแพทย์ปัจจุบัน เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับภาคเอกชนทำงานวิจัยที่ประยุกต์ใช้การพิมพ์โลหะ 3 มิติ เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรม

8.วัสดุดูดซับเสียงออกแบบได้ (Customized Sound Absorber)

“โฟมอะลูมิเนียม” เป็นวัสดุที่มีคุณสมบัติในด้านการดูดซับเสียงดี แข็งแรง ทนแรงกระแทก น้ำหนักเบา สวยงาม ไม่ลุกติดไฟ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันศูนย์เอ็มเทค สวทช. พัฒนาโฟมอะลูมิเนียมที่มีคุณสมบัติเด่น คือ ดูดซับเสียงที่ความถี่เสียงต่างๆ ได้ โดยผลทดสอบในห้องปฏิบัติการสามารถลดระดับเสียงดังลงได้จาก 90 เดซิเบล เป็น 64 เดซิเบล และมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าแบบเดิม 50% และช่วยลดการนำเข้า

9.เทคโนโลยีไซเบอร์-ฟิสิคัล (Cyber–Physical Technology)

คาดการณ์ว่าจำนวนประชากรโลกที่เป็นคนเมืองจะมีมากถึงร้อยละ 66 ในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งจะเกิดผลดีต่อธุรกิจและอุตสาหกรรมในเมือง เมืองกายภาพ หรือ Physical City และเมืองไซเบอร์ หรือ Cyber City จะเชื่อมโยงกันผ่านเครือข่ายเซ็นเซอร์ คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์หลากหลายชนิด เกิดเป็น “เมืองแบบไซเบอร์-ฟิสิคัล” (Cyber-Physical City) โดยมีเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง หรือไอโอที (IoT) เป็นตัวช่วยสำคัญให้เกิดโอกาสทางธุรกิจแบบใหม่จำนวนมาก ที่ขณะนี้มีอยู่บ้างแล้ว เช่น ระบบบริการรถของอูเบอร์ (UBER)
ร้านสะดวกซื้อที่ไม่มีแคชเชียร์ (Amazon Go) ปัจจุบัน สวทช.กำลังสร้างฐานเทคโนโลยีระบบนี้อยู่ผ่านโครงการเน็ตพาย (NETPIE) และโครงการเมืองอัจฉริยะ (Smart City) โดยร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน

10.เทคโนโลยีแชตบอต (Chatbot Techno-logy)

ในอนาคตอันใกล้การเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์พลังสูงพกติดตัว อาจจะไม่ต้องพึ่งคีย์บอร์ด เมาส์ หรือทัชสกรีน แต่เป็นการสนทนาด้วยภาษาธรรมชาติ (Seamless Conversation) ผ่านเทคโนโลยีแชตบอต ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยให้มนุษย์พูดคุย สั่งงาน และสอบถามข้อมูลต่างๆ ได้เหมือนกับการสนทนากับคนด้วยกันเอง ศูนย์เนคเทค สวทช. ทำวิจัยระบบรู้จำเสียงพูดภาษาไทยที่รองรับคำศัพท์หลากหลาย มีระบบจัดการการสนทนา ระบบสังเคราะห์เสียงพูดที่เป็นธรรมชาติ และร่วมกับพันธมิตรเพื่อประยุกต์ใช้ในงานบริการลูกค้าแบบเฉพาะด้าน
อีกด้วย

เทคโนโลยีก้าวหน้ารวดเร็วมาก และปราศจากพรมแดน ประเทศไทยเองก็มีส่วนร่วมในการคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆ ดังที่ยกตัวอย่างเอาไว้ และจะเป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุนและผู้สนใจได้ทำความเข้าใจทิศทางและแนวโน้มเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อเลือกลงทุนให้เหมาะสม เพราะเทคโนโลยีใกล้ชิดกับเรา โดยคาดไม่ถึงในทุกมิติของชีวิต

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท