
สัจจะชาวบ้าน สัจจะนักการเมือง
“เลือก-อีกครั้ง ตั้ง-ประเทศไทย”
โดย ทวี สุรฤทธิกุล
“เลือก-อีกครั้ง ตั้ง-ประเทศไทย”
ในการสัมมนานักศึกษาของสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ลองให้นักศึกษานึกถึง “จุดมุ่ง”หรือ “ความสำคัญ” ของการเลือกตั้งครั้งที่ (อาจ) จะมาถึงในปีหน้านี้ว่า เราควรจะเน้นหรือมีเป้าหมายที่จะรณรงค์ให้เห็นความสำคัญของการเลือกตั้งในครั้งนี้ไปในแนวใด ซึ่งก็ได้ข้อสรุปอย่างข้อความจั่วหัวไว้บนบรรทัดแรกของบทความวันนี้
ประเทศไทยมีการเลือกตั้งมาแล้วหลายครั้ง จำนวนหนึ่งเป็นการเลือกตั้งที่ “เสียเปล่า” คือไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือมีการสร้างสรรค์ “สิ่งดีๆ” ใดๆ ให้เกิดขึ้นแก่การเมืองไทยเลย ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากการเลือกตั้งใน 4-5 ครั้งหลัง ตั้งแต่ปี 2544 ที่เกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 ต่อเนื่องมาถึงการเลือกตั้งในปี 2548 และ 2549 ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน ก็เป็นเพียง “การรับรอง” พลังอำนาจของกลุ่มทุน “รวมศูนย์” ภายใต้ผู้นำที่เป็น “ตัวปัญหา” จนกระทั่งต้องมีการทำรัฐประหารให้หลบหนีไปอยู่นอกประเทศ จากนั้นในการเลือกตั้งตอนปลายปี 2550 แม้จะมีการเปลี่ยนตัวของผู้นำและสลับขั้วอำนาจ แต่พลังของ “อดีตผู้นำตัวปัญหา” ก็ยังไม่ลดรา เพราะเกิดการเร้าระดมมวลชนออกมาเผชิญหน้ากันในช่วงต้นปี 2552 ซึ่งก็ยังยืนยันว่ากลุ่มของอดีตผู้นำตัวปัญหายังมีอยู่มาก ดังที่สามารถผลักดัน “น้องสาว” ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ในปี 2554 แล้วก็นำมาซึ่งความร้าวฉานแตกแยกครั้งใหญ่ในสังคมไทย ถึงขั้นมีการเดินขบวนปิดล้อมกรุงเทพฯ (Shutdown Bangkok) ในปี 2556 กระทั่งสิ้นสุดลงด้วยการทำรัฐประหารเพื่อยุติปัญหาในวันที่ 22 พ.ค. 2557 นั้น
การเลือกตั้งที่มีการ “ผูกขาดอำนาจ” ดังที่กล่าวมาได้ทำให้ฝ่าย “พลังอนุรักษ์” คือทหารและชนชั้นกลางในเมือง “ตราหน้า” ว่าเป็นความล้มเหลวของระบอบประชาธิปไตยที่ใช้การเลือกตั้งคัดสรรนักการเมืองเข้ามา ถึงขั้นบอกว่านักการเมืองและการเลือกตั้งเป็นสิ่งเลวร้าย พร้อมกับแสดง “ความรู้สึก” ที่ดูเหมือนว่า “ไม่มีเลือกตั้งก็ได้” ถ้าเลือกแล้วได้นักการเมืองในรูปลักษณ์เก่าๆ เข้ามา โดยพร้อมที่จะให้ทหารครองอำนาจอยู่ไปนานๆ ดังปรากฏการณ์ของ “การสืบทอดอำนาจ” ที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ จนกระทั่งมีผู้คาดการณ์ว่าการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ ถ้าฝ่ายทหารเป็นฝ่ายชนะ ก็จะเป็นการยืนยันถึง “ความชอบธรรม” ที่จะให้ทหารอยู่ในอำนาจนั้นไปนานๆ ได้อย่างชัดเจน แต่ก็เสียดายที่ทหาร(หรือผู้ที่สนับสนุนทหาร)ทำได้แค่การรวบรวมนักการเมืองพวกเดิมที่ถูกโจมตีเข้ามาเป็นพวก ซึ่งไม่ได้สร้างสรรค์ให้เกิด “สิ่งดีๆ” ใดๆ ขึ้นเลย แม้แต่จะใช้อำนาจเผด็จการที่ผู้ปกครองชุดนี้มีอย่างล้นเหลือ
กล่าวโดยสรุปคือ ในกลุ่มนักศึกษาที่ร่วมสัมมนามีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า ไม่ต้องการที่จะเห็นการเมืองแบบเก่าๆ หวนคืนมาอีก แต่ก็หมดหวังที่ทหารไม่สามารถทำการปฏิรูปในเรื่องนี้อย่างที่เคยให้ความหวังแก่สังคมไว้ตั้งแต่ตอนแรกๆ ที่ยึดอำนาจนั้นได้ จึงอยากจะให้การเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ “สร้างปรากฏการณ์” อะไรสักอย่าง โดยไม่ต้องพึ่งทหาร(เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าทำไม่ได้)อย่างที่คณะนักศึกษาได้ตั้งเป็น “ม็อตโต้” ว่า “เลือกอีกครั้ง ตั้งประเทศไทย” ซึ่งก็มีความหมายว่า ถ้าเราอยากให้ประเทศ “ตั้ง” หรือมีทิศทางไปในแนวทางใด ก็ขอให้ช่วยกันออกมา “เลือก” ให้ได้ผู้แทนราษฎรที่จะนำเราไปสู่แนวทางนั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์อย่างหยาบๆ ด้วยข้อมูลของการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองจากกลุ่มการเมืองต่างๆ ก็เป็นที่น่าเสียดายว่า ฝ่ายที่สนับสนุนทหารหรือคณะผู้ปกครองปัจจุบันดูจะมีการรวมตัวเป็นกลุ่มเป็นก้อนได้ดีกว่า ในขณะที่ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนทหารก็ยังดูระจัดกระจาย(และระส่ำระสาย) ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย รวมถึงที่ยังมีคน “สงสัย” ว่าทั้งสองพรรคนี้จะต่อต้านทหารจริงหรือไม่ ดังนั้นคนไทยจึงอาจจะ “ไม่มีทางเลือก” หรือถ้าจะเลือกนักการเมืองที่เห็นๆ กันอยู่ ก็คงจะไม่เห็นอนาคตอะไร “ที่ดี” ของประเทศไทย การเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้ก็อาจจะมีการไปคูหาเลือกตั้งโดยไม่ลงคะแนนให้ใครเป็นจำนวนมาก ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงจะสะท้อนถึง “อารมณ์ของสังคม” ที่ก็เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทย
พูดถึงอารมณ์ของสังคม ผู้เขียนก็มีประสบการณ์ “หมาดๆ” มาเล่าสู่ท่านผู้อ่านเพื่อทราบเป็นข้อมูลสำหรับการคาดการณ์ “ผลการเลือกตั้ง” ครั้งที่กำลังจะมาถึงนี้ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย คือเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้ไปสอนหนังสือที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้มีโอกาส “สัมผัส” กับผู้คนในตัวเมืองนี้หลายคนในหลากหลายอาชีพ เช่น คนขับแท็กซี่ พ่อค้าแม่ค้า ประชาชนทั่วไป รวมทั้งนักศึกษาที่ไปสอนนั้นด้วย ผู้เขียนก็เลยลอง “แย็บ” โยนคำถามเรื่องการไปร่วมพรรครวมพลังประชาชาติไทยของ “ลุงกำนัน” คือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. ว่ามีความเห็นเป็นอย่างไร
ทุกคนมีความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า คุณสุเทพคงจะ “ลำบาก” ในการเอาชนะเลือกตั้งใน จ.สุราษฎร์ธานี เนื่องจากชาวบ้านเห็นว่า “ไม่รักษาสัจจะ” ถึงขั้นที่บางคนบอกว่า “คราวนี้จะได้แสดงให้เห็นว่าสัจจะชาวบ้านกับสัจจะของนักการเมือง อะไรจะ-เป็นจริง-กว่ากัน” ซึ่งคำว่า “เป็นจริง” นี้ก็หมายถึงการที่จะต้องไปพิสูจน์ในการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึงนี้นั่นเอง โดยชาวบ้านคนนี้พูดออกมาอย่างขึงขังว่า “เราจะขอพิสูจน์ว่านักการเมืองเป็นอย่างไร คนสุราษฎร์ก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น”
แล้วคนไทยจังหวัดอื่นๆ จะว่าอย่างไรครับ







