posttoday
คลังเล็งเลิกพรบ.ร่วมทุน

คลังเล็งเลิกพรบ.ร่วมทุน

19 ตุลาคม 2553

สคร.ยกร่างกฎหมายพีพีพีแทน ไล่บี้รัฐวิสาหกิจใหญ่เร่งนำเข้า

โพสต์ทูเดย์ — คลังโละ พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 พบอุปสรรคทำลงทุนอืด ยกร่างฯ ใหม่เลิกขออนุมัติ สศช.

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.อยู่ระหว่างยกร่างพระราชบัญญัติการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อนำมาใช้แทนพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานประกอบกิจการร่วมกับรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง สั่งให้เร่งยกร่างฯ ภายใน 1 เดือน

กฎหมายใหม่จะมีความรวดเร็วในการอนุมัติโครงการมากขึ้น สามารถตรวจสอบได้ มีความโปร่งใสขึ้นมากกว่าปัจจุบัน รวมถึงนิยามต่างๆ จะรัดกุมขึ้น มีคณะกรรมการ PPP ขึ้นมาคัดกรองโครงการ จากเดิมที่ต้องผ่านสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะทำให้อนุมัติได้เร็วขึ้น และมีการถ่วงดุล แต่ก็จะมีส่วนที่สามารถทำแบบฟาสต์แทร็กได้ ส่วนวงเงินนั้นกำลังดูอยู่ จากเดิมกำหนด 1,000 ล้านบาท ซึ่งมองว่าน้อยไป

หลังยกร่างฯ เรียบร้อยแล้ว คงต้องมีการจัดทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย

ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า ภายหลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้รัฐวิสาหกิจเร่งจัดซื้อสินค้าทุนจากต่างประเทศ วงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปีนี้ ขณะนี้ สคร.ได้ทำหนังสือถึงรัฐวิสาหกิจหลักๆ ที่มีแผนนำเข้าวัสดุทุนที่มีวงเงินสูงๆ อาทิ บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น เพื่อให้เร่งดำเนินการตามมติ ครม.

ขณะที่การลงทุนของรัฐวิสาหกิจใน 5 ปีข้างหน้ามีการประมาณการงบลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท แยกเป็นสัดส่วน 41% เป็นด้านคมนาคม 33% ด้านพลังงาน 10% ด้านสื่อสาร 6% เป็นด้านสาธารณูปการ และ 9% ด้านอื่นๆ โดยแหล่งเงินทุน 43% มาจากรายได้รัฐวิสาหกิจ 27% มาจากเงินกู้ในประเทศ 19% มาจากงบประมาณ

“ความท้าทายของรัฐบาลและหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลรัฐในปีงบประมาณ 2554 รัฐวิสาหกิจมีวงเงินลงทุนเกือบ 3 แสนล้านบาท และในช่วง 5 ปีข้างหน้าคาดว่าจะมีการลงทุนประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในสาขาคมนาคมและพลังงาน” นายสมชัย กล่าว

ขณะที่ยังมีทางเลือกในการระดมทุนทั้งการขายหุ้น IPO การร่วมทุนเอกชนแบบ PPP การแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ และการจัดตั้งกองทุนสาธารณูปโภคพื้นฐาน

ส่วนรัฐวิสาหกิจที่จะนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น นายสมชัย กล่าวว่า ที่ทำได้มีแน่ๆ แล้วคือ โรงกลั่นสตาร์ฯ ส่วนอีก 2 บริษัท คือ กรุงไทยแอกซ่า และบริษัทลูกของ กฟผ. คงไม่สามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ทันภายในปีนี้

นายสมชัยมองว่าประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมากในการลงทุน เพราะตามผลสำรวจของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) พบสัดส่วนการลงทุนของประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีสัดส่วนเพียง 34% ของจีดีพีเท่านั้น ซึ่งหากจะให้ตามประเทศที่พัฒนาแล้วทันต้องใช้เวลาถึง 50 ปี โดยภูมิภาคนี้ต้องการเม็ดเงินลงทุนถึง 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายใน 10 ปีข้างหน้า เป็นด้านพลังงานสูงสุดถึง 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ด้านขนส่ง 2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และด้านโทรคมนาคม 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท