
สรท.คงเป้าส่งออกปี 61 โต 8%
สรท.คงเป้าหมายส่งออกปี 61 โต 8% แนะรัฐเปิดเจรจาเอฟทีเอตลาดใหม่ๆรับมือสงครามการค้า
สรท.คงเป้าหมายส่งออกปี 61 โต 8% แนะรัฐเปิดเจรจาเอฟทีเอตลาดใหม่ๆรับมือสงครามการค้า
น.ส.กัณญภัค ตันติพิพัฒนพงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท.ยังคงเป้าการส่งออกไทยในปี 2561 เติบโตเท่ากับ 8% โดยปรับสมมติฐานค่าเงินบาทอยู่ที่ 33 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โดยมีปัจจัยบวกสำคัญประกอบด้วย ความแข็งแกร่งจากเศรษฐกิจคู่ค้า ทั้งในระดับตลาดหลัก, ตลาดรอง และตลาดศักยภาพ สอดคล้องกับภาวะการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก การขยายตัวการค้าส่วนหนึ่งจากการนำเข้าสินค้าทุนและวัตถุดิบอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงการลงทุนของภาคการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต
แนวโน้มการอ่อนค่าลงของเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มความความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย และเป็นการเพิ่มรายได้ของผู้ประกอบการไทยในรูปเงินบาท และ นโยบายผลักดันการพัฒนาธุรกิจ e-Commerce เป็นการเพิ่มโอกาสและช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยรัฐบาลไทยมีความร่วมมือกับ Global Platform เพื่อเปิดตลาดผู้บริโภคและมีนโยบายผลักดัน National e-Market Place Platform
ด้านประเด็นที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการส่งออกไทย ประกอบด้วย สถานการณ์สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ (Trade War) ที่ทวีความรุนแรงพร้อมกับการออกนโยบายตอบโต้ทางการค้าของฝ่ายตรงข้าม และการขยายผลไปสู่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศขยายตัวลดลง และส่งกระทบทางอ้อมต่อประเทศที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของจีน สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป รวมถึงประเทศไทยซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ global supply chain
ความผันผวนของตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ เนื่องจากการไหลออกของเงินทุนต่างประเทศจากกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) กลับไปยังสหรัฐฯ อันจะส่งผลต่อความเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ ที่ผู้ส่งออกไทยควรจับตามองและทำประกันความเสี่ยงโดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่างๆ โดยเฉพาะ SMEs รวมทั้งความขัดแย้งในตะวันออกกลางและมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านของสหรัฐ ทำให้ราคาน้ำมันและราคาแก็สหุงต้มปรับตัวขึ้น อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่งสินค้าปรับสูงขึ้น อันส่งผลต่อผลกำไรของผู้ประกอบการในทางอ้อม
อย่างไรก็ตาม สรท.มีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ประกอบด้วย ภาครัฐควรเตรียมมาตรการป้องกันและรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในการตอบโต้ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ (Trade War) โดยใช้โอกาสหาช่องทางดันผลักดันการส่งออกสินค้าไทยเข้าไปทดแทนในตลาดคู่ค้าหลักทั้งสองประเทศ รวมถึงรับฟังและประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบเตรียมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของโซ่อุปทานที่จะเกิดขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการเองก็ควรปรับปรุงกระบวนการผลิตและการใช้แรงงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล เนื่องจากสินค้าที่ส่งไปสหรัฐอเมริกาจะมีการตรวจสอบสินค้า ตลอดจนมาตรฐานของโรงงานที่ใช้ในการผลิต จึงเป็นโอกาสดีสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะได้วางแผน เตรียมการปรับตัวในช่วงนี้ เพื่อเพิ่มขึดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
ประชาสัมพันธ์เผยแพร่การสิทธิประโยชน์ ภายใต้กรอบ FTA หรือกรอบความตกลงทางการค้าอื่นเพื่อทดแทนความเสี่ยงรายอุตสาหกรรม และผลักดันการเจรจาการค้าเสรีใหม่และกรอบความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจที่อยู่ระหว่างสรุปการเจรจา อาทิ CPTPP, RCEP, EU, Pakistan, Turkey และ Bangladesh เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองทางการค้าในระยะยาว และเป็นการเปิดตลาดให้กับผู้ส่งออกของไทยให้มีโอกาสและการกระจายความเสี่ยงของตลาดมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ผู้ส่งออก SMEs ควรบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เช่น การใช้บัญชีเงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ (FCD) หรือการรับจ่ายด้วยสกุลเงินบาท (the invoicing) จากทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้นยังมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังจากสกุลเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง และภาครัฐควรสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีการทำวิจัย (Research and Development; R&D) เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าไทยโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตรที่เผชิญกับภาวะราคาสินค้าตกต่ำ อันจะเป็นการเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า







