
คลังกล่อมเอกชนลงทุนเพื่อนบ้าน
โพสต์ทูเดย์
— คลัง แนะเอกชน ใช้ประโยชน์ค่าบาทแข็ง รวมกลุ่มลงทุนต่างประเทศนายกรณ์ จติกวณิช รมว.คลัง ร่วมหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ถึงการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน
รมว.คลัง แนะนำว่า ในภาวะที่เงินบาทแข็งค่า เอกชนควรใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีทางการค้า โดยเฉพาะการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ด้วยการรวมกลุ่มหรือคลัสเตอร์ ซึ่งภาครัฐจะพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป ถึงการเข้าไปช่วยเหลือให้ตรงประเด็น ทั้งนโยบายภาษี และอื่นๆ
ด้านนายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จำเป็นต้องพิจารณาว่าอุตสาหกรรมใดบ้างที่จะเป็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งในมุมมองของเอกชน อุตสาห กรรมการเกษตร อาหาร เป็นอุตสาห กรรมที่ต้องส่งเสริมเร่งด่วน และเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องมีอยู่ในประเทศต่อไป เนื่องจากไทยมีศักยภาพในการผลิต มีวัตถุดิบเพียงพอ ขณะที่อุตสาหกรรมที่ต้องย้ายฐานการผลิตออกไปในอาเซียนจะต้องเป็นอุตสาห กรรมที่เน้นใช้แรงงาน
เอกชนประเมินว่า การจัดการดังกล่าวน่าจะต้องใช้เวลา 12 ปี โดยประเทศที่ไทยจะเข้าไปลงทุนได้ เช่น พม่า กัมพูชา ลาว และเวียดนาม เป็นต้น
การไปลงทุนต่างประเทศ เอกชนที่มีความพร้อมก็ดำเนินการกันอยู่แล้ว เพราะหากไม่ทำ เมื่อเออีซีเกิดขึ้น ต่างชาติจะทะลักเข้ามาในประเทศไทย เอกชนจึงต้องออกไปขยายตลาด เพิ่มฐานการผลิต ซึ่งการที่รัฐเข้ามาสนับสนุนก็ถือเป็นการกระตุ้นให้ออกไปลงทุนต่างประเทศได้ง่ายขึ้น
มาตรการที่ต้องการให้รัฐเข้ามาสนับสนุน เช่น อำนวยความสะดวกเรื่องการนำเงินเข้าออกประเทศ เมื่อประกอบกิจการได้กำไรมาก ต้องการให้มีการลดหย่อนภาษี สนับสนุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับสินเชื่อเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ เพราะมีความเสี่ยงในการลงทุนมากกว่าอยู่ในประเทศ
ภายใน 12 สัปดาห์ จะเรียกประชุมกลุ่มย่อยเพื่อนำเสนอข้อมูลของแต่ละภาคอุตสาหกรรม และในอีก 3 เดือนข้างหน้า น่าจะมีการเรียกประชุมใหญ่ เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งต่อภาครัฐอีกครั้ง







