
ยักษ์ 'เอสซีจี' ชิงปรับสู่ความยั่งยืน กำไรดี-สังคมดี-สิ่งแวดล้อมดี
ในอดีตที่ผ่านมาการทำธุรกิจจะเน้นไปที่คุณภาพสินค้าเป็นหลัก เมื่อตัดตอนมาเริ่มช่วงปี ค.ศ. 1970 หรือ 2513 ญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำเทรนด์ เรื่อยมาปี 19801999 ความสำคัญของธุรกิจไปมุ่งกลุ่มไอที เทคโนโลยีสื่อสาร และอินเทอร์เน็ต เข้าสู่ปี 2000 ถึงปัจจุบัน ความสำคัญของการดำเนินธุรกิจไม่ได้อยู่แค่ผลประกอบการมากขึ้น กำไรดี แต่ต้องให้ความสำคัญกับสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาเติบโตได้อย่างยั่งยืน
บนเวทีงาน Thailand Sustainable Development Symposium 2010 จัดโดยบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืน กรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ปัจจุบันสิ่งแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาและแนวทางการแก้ไขมีอยู่ 4 บริบทหลัก และ 3 ความยั่งยืนที่จะสามารถขับเคลื่อนธุรกิจอุตสาหกรรมของสังคมไทยได้อย่างยั่งยืน 1.ระดับการแข่งขันในโลกธุรกิจ มีความเสรีมากขึ้น สัญญาการค้าเสรี หรือเอฟทีเอที่มากขึ้นทั่วโลก 450 สัญญา ทำให้ระดับการแข่งขันภาคธุรกิจสูงขึ้น
2.การเงินของโลกมีความผันผวนมากขึ้น เช่น ปัญหาค่าเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐที่แข็งค่ามากขึ้น ความเคลื่อนไหวเงินสดระหว่างประเทศที่มากขึ้น สินทรัพย์ทางการเงิน (Financial Asset) ทั่วโลกที่มากขึ้น 3.สังคมผู้สูงอายุมีมากขึ้น ทำให้ต้องหันไปพึ่งเทคโนโลยีมาผลิตมากขึ้น และ4.สิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิสูงขึ้น จึงทำให้สิ่งแวดล้อมต้องมาเป็นตัวชี้วัดที่ทำให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงไม่หยุดยั้ง เกิดเป็นกฎเกณฑ์กีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ทำให้ช่องทางลงทุนแคบลง
สำหรับประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ 3 เรื่องหลัก ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการปรับเปลี่ยนเศรษฐกิจ ได้แก่ 1.โครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเอง เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไทยจะรับมือกับการแข่งขันในภาคอุตสาหกรรมได้อย่างไร ความจำเป็นในการลงทุนเพิ่มเพื่อเพิ่มมูลค่าการผลิต ไม่เพียงพึ่งเงินจากภาคเอกชน แต่ต้องพึ่งเงินจากต่างประเทศด้วย
2.อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เปลี่ยนแปลงมาเป็นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะต้องหันมาลงทุนเรื่องคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ไม่ใช่แข่งขันทางด้านราคาเพียงอย่างเดียว และ 3.ภาคการเกษตร ความต้องการเรื่องอาหารจำเป็นอย่างมาก ต้องปฏิรูปการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางการเกษตร
ด้าน เลียนโป คินซัง ดอร์จิ อดีตนายกรัฐมนตรีภูฏาน กล่าวว่า ประเทศภูฏานมีปรัชญาเรื่องความสุขแห่งชาติ ซึ่งการที่ประชาชนจะมีความกินดีอยู่ดีต้องเริ่มจากการเปิดหู เปิดตา ไม่ใช่มองแค่ตัวเลขจีดีพีว่าเป็นตัวชี้วัดพัฒนาประเทศ แต่เราต้องมองความยั่งยืนเพื่อปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งความสุขมวลรวมมีความสำคัญมากกว่ารายได้มวลรวมของประเทศ ซึ่งประเทศภูฏานคำนึงถึงเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การดูแลเยาวชน การดูแลที่อยู่อาศัย ขณะที่กลยุทธ์หลักที่ประเทศภูฏานนำมาใช้ คือการสร้างมูลค่าที่สูงแต่ส่งผลกระทบน้อย ยกตัวอย่างเรื่องการท่องเที่ยวเสีย 200 เหรียญสหรัฐต่อวัน ชดเชยให้กับสิ่งแวดล้อม ชาวต่างชาติที่เข้าไปเห็นคุณค่าของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี กล่าวว่า ความท้าทายทางธุรกิจ และแนวโน้มใหญ่ (Megatrend) ทางธุรกิจ เช่น จำนวนประชากรที่สูงขึ้น ทำให้ต้องหาการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เผชิญหน้ากับอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ที่มากขึ้น ซึ่งไม่ได้มีการบังคับด้วยกฎหมาย แต่เป็นการทำด้วยความสมัครใจ หากใครปรับตัวก่อน จะได้ประโยชน์ก่อนจากจำนวนทรัพยากรที่ลดลง
ทางเอสซีจีได้ทำการสร้างฝายชะลอน้ำทำให้ผืนป่ากลับมาสมบูรณ์ กฎบัตรต่างๆ มีการควบคุมมากขึ้นทั้งจากหน่วยงานและสถาบันในประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่มาควบคุมธุรกิจ ส่งผลให้ต้นทุนทางธุรกิจสูงขึ้น สื่อ มีผลต่อการสร้างทั้งผลดีและผลเสียให้กับธุรกิจ หากองค์กรใดสร้างความเสียหายแก่ชุมชน จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง เช่น บริษัท บีพี ที่แท่นขุดเจาะน้ำมันรั่ว สร้างผลกระทบให้กับบริษัท บีพี มหาศาล
ขณะที่ เอสซีจีได้ใช้งบทางด้านสิ่งแวดล้อมปีละ 5,000 ล้านบาท ประกอบด้วยการลงทุนด้านการนำพลังความร้อนเหลือใช้ในกระบวนการผลิตมาเป็นเชื้อเพลิง การปรับปรุงเครื่องจักร 1,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและยังเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อม และเป็นงบด้านซีเอสอาร์ 400 ล้านบาท
เมื่อเทรนด์การพัฒนาอย่างยั่งยืนเริ่มเข้ามา องค์กรธุรกิจไม่ว่าจะเป็นขนาดเล็กและใหญ่ ปรับตัวก่อนย่อมได้เปรียบในการแข่งขัน







