
สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการประหารชีวิต
สัปดาห์ที่ผ่านมาการลงโทษประหารชีวิต กลายเป็นประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคม
โดย ณศักต์ อัจจิมาธร
สัปดาห์ที่ผ่านมาการลงโทษประหารชีวิต กลายเป็นประเด็นร้อนที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในสังคม หลังจากที่กรมราชทัณฑ์ได้เผยแพร่ข่าวระบุว่า ได้มีการลงโทษประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดรายหนึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 9 ปี
ระหว่างที่ประเด็นการประหารชีวิตกำลังร้อนแรงในสังคมไทย ข้ามไปอีกฟากโลกหนึ่ง มีรายงานข่าวว่า รัฐบาลประเทศเนเธอร์แลนด์กำลังพิจารณาปิดเรือนจำรวดเดียวถึง 4 แห่ง เพื่อลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากอัตราการเกิดอาชญากรรมในประเทศนั้นอยู่ระดับต่ำสุดมานานถึง 38 ปีแล้ว
รายงานข่าวระบุว่า ในปี 2018 เนเธอร์แลนด์มีอาชญากรรมเกิดขึ้นเพียง 49 คดี ต่อพลเมือง 1,000 คน และมีอัตราผู้ต้องขังในเรือนจำต่อประชากรอยู่ที่ 57 ต่อ 1 แสนคน ซึ่งนับว่าเป็นสัดส่วนที่ต่ำที่สุดประเทศหนึ่งของโลก
ผมคิดว่าสิ่งที่น่าสนใจมากกว่าการหาคำตอบว่า ประเทศไทยควรมีการลงโทษด้วยการประหารชีวิตอยู่หรือไม่ ก็คือเราจะทำอย่างไรเพื่อลดการเกิดอาชญากรรมในประเทศลงและป้องกันไม่ให้คนทำผิดกฎหมาย
เพราะที่ผ่านมา เรือนจำของประเทศไทยต้องเผชิญปัญหานักโทษล้นเรือนจำอย่างต่อเนื่อง
ในปี 2560 ไทยมีนักโทษในเรือนจำมากกว่า 2.3 แสนคน ปี 2559 มีนักโทษถูกคุมขังกว่า 3 แสนคน เมื่อดูข้อมูลย้อนหลัง 7 ปี ตั้งแต่ปี 2554 ก็พบว่ามีสถิติผู้กระทำผิดซ้ำทุกปีประมาณ 13-26%
จริงๆ แล้วมีน้อยคนที่จะทำผิดครั้งแรกด้วยการก่อคดีอาชญากรรมที่อุกฉกรรจ์ ผู้ที่ก่อคดีสะเทือนขวัญส่วนใหญ่หากไม่มีความผิดปกติทางจิต ก็ล้วนแต่เริ่มต้นจากการทำความผิดเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อทำแล้วไม่ถูกลงโทษ หรือถูกลงโทษแต่เป็นโทษสถานเบา (ซึ่งความผิดเล็กน้อยส่วนใหญ่มักมีโทษในลักษณะนี้) สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยให้เขากระทำผิดซ้ำสอง และเพิ่มระดับความรุนแรงของการทำผิดให้มากขึ้น
น่าสนใจตรงที่ว่า ประเทศไทยมีโทษประหารชีวิต และจำคุกตลอดชีวิต ซึ่งถือเป็นโทษสถานหนักที่รุนแรง แต่ทำไมยังมีคดีสะเทือนขวัญเกิดขึ้นให้เห็นอย่างต่อเนื่องในสังคม
ผมคิดว่า เหตุผลหนึ่งของปัญหาอาชญากรรมก็คือ เรายังมีวิธีสกัดกั้นการทำผิดกฎหมายเล็กน้อย ซึ่งเป็นก้าวแรกของการนำไปสู่การก่ออาชญากรรมที่รุนแรง ที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอ
ความผิดที่บ้านเรามักมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างทำผิดกฎหมายจราจร จอดรถในที่ห้ามจอด ขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าฝืนเครื่องหมายจราจร ซึ่งคนทำผิดส่วนใหญ่มักถูกลงโทษบ้างไม่ถูกลงโทษบ้าง ซึ่งโทษเหล่านี้ล้วนมีแต่โทษปรับเป็นเงินจำนวนไม่มากนัก
คนจำนวนมากเลือกกระทำความผิดเล็กน้อยด้วยเหตุผลง่ายๆ อย่างเห็นคนอื่นเขาทำกัน หรือบางคนก็ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่คือความผิดตามกฎหมาย ฯลฯ
หากเทียบกับต่างประเทศแล้ว การลงโทษในความผิดเล็กน้อยดูจะต่างจากบ้านเรามากนัก
การทำผิดกฎหมายจราจรในต่างประเทศมีโทษปรับเป็นจำนวนเงินสูงตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท
มีผู้กล่าวไว้ว่า “คนไทยกลัวเสียเงิน แต่ไม่กลัวติดคุก” ผมคิดว่าคำกล่าวนี้เหมาะอย่างยิ่งที่จะถูกนำไปใช้ในการกำหนดโทษของความผิดเล็กน้อยเสียใหม่
การกำหนดอัตราค่าปรับให้สูงมากขึ้น การบังคับให้มีการสั่งปรับอย่างจริงจัง การบันทึกประวัติการกระทำผิดและการสั่งปรับหนักมากยิ่งขึ้นหากทำผิดซ้ำ การคุมประพฤติอย่างเข้มข้น
อาทิ ห้ามขับรถในช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากทำผิด การจำกัดพื้นที่ในการเดินทางไปไหนมาไหนอย่างการใส่กำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ผู้ทำผิดเดินทางไปได้เฉพาะบริเวณที่กำหนด ฯลฯ
สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องปรามไม่ให้ผู้คนกระทำผิดเล็กน้อย และจะช่วยลดโอกาสที่จะนำไปสู่การกระทำผิดที่รุนแรง รวมทั้งการลดโอกาสในการกระทำผิดซ้ำสองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น







