
กว่าจะได้คำว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
ปัจจุบันทุกคนทราบคำว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีนั้นหมายถึงใคร แต่ก่อนวันที่ 24 มิ.ย. 2475
โดย สมาน สุดโต
ปัจจุบันทุกคนทราบคำว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีนั้นหมายถึงใคร แต่ก่อนวันที่ 24 มิ.ย. 2475 นั้น สยามประเทศไม่มีคำนี้ จนกระทั่งคณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย คำว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจึงเกิดขึ้น
หนังสือเรื่อง คณะรัฐมนตรี ของมนูญ บริสุทธิ์ ชุดความรู้ทั่วไป ขององค์การคุรุสภา พิมพ์เมื่อปี 2527 เล่าคำว่า คณะรัฐมนตรี เพิ่งมีใช้ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 ก่อนหน้านั้นเรียกผู้มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินว่า คณะกรรมการราษฎร
กว่าจะได้คำว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี
การเปลี่ยนคำจากคณะกรรมการราษฎร มาเป็นรัฐมนตรี เกิดขึ้นในระหว่างการพิจารณายกร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเมื่อมีผู้เสนอแก้ไขคำว่า กรรมการราษฎรข้อเสนอนี้มีการอภิปรายในสภาเป็นอันมาก ในที่สุดสภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติให้แก้คำว่า คณะกรรมการราษฎร เป็นคณะรัฐมนตรี แต่กว่าจะได้คำนี้ต้องประชุมกันหน้าดำคร่ำเครียด ถึงกับประธานสภาขอให้หยุดพักการประชุม 10 นาที เพื่อหารือนอกรอบถึงคำที่จะใช้แทนคำนี้ 1.กรรมการราษฎร 2.คณะกรรมการราษฎร 3.ประธานคณะกรรมการราษฎ
เมื่อพัก 10 นาทีแล้ว ประธานสภาได้เรียกประชุมต่อ แต่ไม่สามารถสรุปได้ จึงมีการประชุมในครั้งที่ 41/2475 ที่ประชุมได้ตรวจร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งยังมีถ้อยคำสงสัยอยู่ จึงเชิญพระธรรมนิเทศซึ่งเป็นปราชญ์ในทางภาษาเข้าร่วมประชุมด้วย หลังจากอภิปรายกันพอสมควร ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขอให้ที่ประชุมลงมติ มีผู้เห็นควรใช้คำรัฐมนตรี 28 เสียง ไม่ออกเสียง 24 เสียง ควรใช้คำอื่น 7 เสียง ตกลงใช้คำว่ารัฐมนตรีแทน “กรรมการราษฎร”
พระยาพหลฯ เสนอขอให้ออกพระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติรัฐมนตรีฉบับเก่า
ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า เมื่อที่ประชุมตกลงใช้คำนี้แล้วก็จะได้รับทำนำมาเสนอได้โดยด่วน และเนื่องจากที่ตกลงขอใช้ “รัฐมนตรีสภา” แทน “คณะกรรมการราษฎร” “รัฐมนตรี” แทน “กรรมการราษฎร” และ “นายกรัฐมนตรีสภา” แทน “ประธานคณะกรรมการราษฎร”
พระยาราชวังสัน กล่าวว่า “ในที่นี้ขออนุญาตแปลคำเพื่อเป็นกำหนดและความหมายต่อไป คำว่า “รัฐมนตรี” ตามตัวแปลว่า เป็นที่ปรึกษาของแผ่นดิน แต่พระธรรมนิเทศบอกว่า คำนี้มีความหมายสูงขึ้นไปเป็นว่า “ข้าราชการผู้ใหญ่ในแผ่นดิน” ไม่ใช่แปลว่าที่ปรึกษาของแผ่นดินเฉยๆ”
ที่ประชุมตกลงตามที่ประธานอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเสนอ
ต่อมาได้พิจารณาแก้ไขถ้อยคำในร่างรัฐธรรมนูญทีละมาตรา ส่วนมาตราไหนที่ความดีแล้วก็ได้พิจารณาเลยไป และคำว่า “คณะกรรมการราษฎร” แก้เป็น รัฐมนตรีสภา “ประธานคณะกรรมการราษฎร” แก้เป็น นายกรัฐมนตรีสภา
พระเรี่ยมวิรัชชพากย์ให้ใช้คำที่ใช้ปัจจุบัน
สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมพิจารณามาตราต่างๆ ในร่างรัฐธรรมนูญ จนถึงร่างมาตรา 51 พระเรี่ยมวิรัชชพากย์ กล่าวว่า “ในการที่จะพูดนี้มิใช่ว่าจะขัดก็หามิได้ และอันที่จริงก็ไม่อยากจะพูด หากแต่ว่าฟังๆ ไปตามที่ได้แก้มาแล้วให้รู้สึกว่าจะมีเป็นสองสภาขึ้น ซึ่งความประสงค์ก็ไม่อยากให้เป็นเช่นนี้ จึงถือโอกาสกล่าวว่าคำว่า “รัฐมนตรีสภา” นี้ ถ้าหากว่าจะเปลี่ยนเป็นว่า “คณะรัฐมนตรี” ได้ก็จะไม่มีปัญหาอันจะทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะฉะนั้นขอเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา แม้ว่าใช้ได้ก็จะให้ความสะดวก”
มังกร สามเสน รับรองและกล่าวว่า “ความประสงค์ของเราจะให้มีสภาเดียวจึงไม่ควรใช้คำสภาอีก ซึ่งอาจเป็นการเข้าใจไปว่าสองสภา”
ที่ประชุมลงมติเห็นชอบตามคำที่พระเรี่ยมวิรัชชพากย์เสนอ เป็นอันว่า คำว่า “คณะกรรมการราษฎร” และคำว่า “รัฐมนตรีสภา” ที่ได้แก้กันมาแล้ว เปลี่ยนเป็น “คณะรัฐมนตรี” และคำว่า “นายกรัฐมนตรีสภา” แก้เป็น “นายกรัฐมนตรี” ส่วนคำว่า “รัฐมนตรี” ที่แก้จากคำว่า “กรรมการราษฎร” นั้น คงเดิม
ดังนั้น คำว่า “นายกรัฐมนตรี” “คณะรัฐมนตรี” และ “รัฐมนตรี” จึงได้ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 และคำเหล่านี้ได้ใช้มาจนกระทั่งปัจจุบันนี้







