
ค้นหาสิ่งที่มีอยู่ในตัวคุณ (5)
ในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสทำงานด้านการพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น
โดย โดย ดร.เพียงออ เลาหะวิไลย [email protected]
ในช่วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสทำงานด้านการพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการรายย่อยในท้องถิ่น หลายคนมีศักยภาพสูงและมีไอเดียในการหยิบสิ่งที่ตนเองสนใจมาสร้างเป็นสินค้าทำเงินได้ ทว่าก็ยังมีอีกจำนวนมากที่ขอลงชื่อมาร่วมโครงการเพราะต้องการทำ “อะไรบางอย่าง” แต่มีไอเดียมากมายหลายอย่างจนกระทั่งไม่รู้ว่า “ไอ้บางสิ่งบางอย่างที่ใช่นั้น คืออะไร” !
ปัญหานี้น่าจะเกิดทั่วไปในท้องถิ่นหัวเมือง โดยเฉพาะในประชากรไทยวัย 40 ขึ้นไป... ฝรั่งบอกว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่อ 40 แต่เกาหลีบอกว่า “ถ้าอายุเลย 40 แล้วยังไม่มีอะไรเป็นของตนเองถือว่าช้าเกินไปแล้ว” หากยังคงเป็นลูกจ้างอยู่ก็คงจะมีแนวโน้มเป็นลูกจ้างต่อไป โอกาสที่จะร่ำรวยน้อยน่าจะน้อยลง... เพื่อนเกาหลีคนหนึ่งที่ลาออกจากบริษัทไปตอนอายุ 30 ตอนนี้เป็นเจ้าของกิจการนำเข้าส่งออก บอกว่าต้องตัดใจทุบหม้อข้าวตัวเองลาออก “กระโจนออกไปทำธุรกิจซะ ไม่งั้นจะติดกับดักตัวเอง”
ดังนั้น หากคนอายุ 40 อัพ ไม่ Re-Skill ตนเอง ไม่รู้เรื่อง “เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก” และไม่เปลี่ยนความคิดติดปีกเปลี่ยนเส้นทางบินของชีวิต มองไปข้างหน้าอีกเพียงไม่กี่ปีเราอาจจะได้เห็นองค์กรที่มีแต่ลูกจ้างอายุ 40 อัพ ส่วนเด็กๆ 20 อัพ จะเข้าแถวรอเป็นผู้ประกอบการและในที่สุดจะเป็นกลุ่มที่มีพลังอำนาจการซื้อสูงกว่ารุ่นพ่อแม่... ไม่นานมานี้มีคนส่งข้อความมาให้ ว่าจงภูมิใจที่ได้เกิดก่อนปี 2510 เพราะจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่เชื่อฟังพ่อแม่ แต่จะเป็นคนรุ่นแรกที่ต้องรับฟังลูกหลาน (ฮา)
เรื่องนี้ ผศ.ดร.ณพศิษฏ์ จักรพิทักษ์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้นำด้านการสอน Tech Startup อธิบายให้ฟังอย่างขำๆ แต่เป็นเรื่องจริง ว่า เพราะคนที่กำลังทยอยเข้ามหาวิทยาลัยในปีนี้เป็นต้นไป เป็นกลุ่มที่เกิดหลัง Y2K (คนอายุ 20 อาจไม่รู้จัก นึกว่าซิป YKK ที่จริงมัน คือ ปี ค.ศ. 2000) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีสื่อสาร โทรศัพท์มือถือ และ Web พัฒนาเร็วมาก เด็กรุ่นนี้จึงแทบจะคาบโทรศัพท์มือถือมาเกิด พอโตหน่อยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตบูมอย่างรวดเร็วและแรง 3จี 4จี 5จี มา ทำให้ถูกเลี้ยงมากับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ทำการบ้านด้วยการตัดแปะข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต กลายเป็นกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีคล่องแคล่วที่สุด และเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจาก Search Engine กูเกิล และ www.ต่างๆ จึงไม่แปลกที่กลุ่มนี้จะมีความคิดเป็นของตนเอง และพ่อแม่จะใช้วิธีเลี้ยงแบบเดิมๆ ที่เคยถูกเลี้ยงมาไม่ได้แล้ว
อนึ่ง วิทยาลัยนานาชาตินวัตกรรมดิจิทัลฯ กำลังรับสมัครนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ที่สอนให้เป็นสุดยอดทางด้านนวัตกรรมดิจิทัลและฟินเทค (Digital Innovation and Financial Technology) ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและสอบถามได้ www.icdi.cmu.ac.th อีเมล [email protected] หรือ [email protected] รับสมัครจนถึงวันที่ 1 ก.ค. 2561 นี้เท่านั้นค่ะ
ดังนั้น หากคิดจะเริ่มต้นทำธุรกิจStartup ที่ชาญฉลาดพอจะสู้กับเด็กๆ ได้ละก็ ศ.กุนเธอร์ ฟาลติน แห่ง Free University Berlin ซึ่งเป็นเจ้าพ่อ Entrepreneur ของโลกตัวจริง บอกว่า มี “3 ขั้นตอน กับ 7 เทคนิค”
ขั้นตอนแรก คือ ในบรรดาไอเดียอยากทำโน่น-นี่-นั่น ทั้งหลายที่มีนั้น ควรคิดแต่ละเรื่องราวออกมาอย่างเป็นระบบ (Systematic Thinking) ตั้งแต่ต้นจนจบให้ครบทั้งกระบวนการ แต่จงลดตรรกะที่ยึดมั่นในเหตุผลและความถูกต้องลงไปบ้าง เพื่อค้นหาช่องทางที่เป็นไปได้ในแต่ละไอเดีย
ขั้นตอนที่สอง จงเลือก โดยการหาสิ่งที่เราสนใจจริงๆ ถ้าคิดไม่ออกให้ตอบคำถามตัวเองว่า สิ่งนี้มันมีแรงดึงดูดใจให้เราคิดถึงมันทั้งวันทั้งคืนหรือไม่ มันเป็นสิ่งพิเศษหรือใช้ความสามารถพิเศษของเราที่คนอื่นไม่มี ที่เราสามารถเอามาเป็นทุนตั้งต้นของเราได้หรือไม่ เช่น เราทำเป็นคนเดียว คนอื่นทำไม่ได้ เป็นทุนทางปัญญา หรือเรามี Connection เยอะ มีช่องทางการขายจากสายสัมพันธ์มากเป็นทุนทางสังคม เป็นต้น
เรื่องนี้มีตัวอย่างที่น่าสนใจค่ะ...Salon Du Parfumeur เป็นร้านน้ำหอมเล็กๆ อยู่ในซอยแคบๆ แห่งหนึ่งใกล้กับพระราชวังคยองบ๊กที่กรุงโซล ร้านนี้กำลังดังขึ้นเรื่อยๆ แม้จะไม่ใช่สินค้าที่สามารถวางขายชนกับน้ำหอมแบรนด์เนมต่างๆ บนห้างใหญ่ได้ เจ้าของชื่อ “ลีซึงมิน” หนุ่มเกาหลีผู้ “มีโหงวเฮ้งอันดับสามของผู้จะประสบความสำเร็จในธุรกิจ” ตามตำราของ ศ.ฟาลติน... ก่อนหน้าที่จะเปิดร้านน้ำหอมนี้ หนุ่ม “ลีซึงมิน” ทำงานในบริษัทโฆษณาซึ่งมักจะเกิดความเครียดจากงานบ่อยๆ เขามีความชอบส่วนตัวในกลิ่นหอมต่างๆ และใช้ Aroma Therapy บำบัดในเวลาที่เครียดจากงาน ซึ่งทำให้รู้สึกดีและผ่อนคลาย วันหนึ่งเมื่อเขาจริงจังกับความคิดที่อยากจะ “ทำอะไรบางอย่าง” เขาคิดถึงหลายๆ ไอเดียจนมาถึงสิ่งที่เขาชอบที่สุด คือ กลิ่นหอมและอยากให้ลูกค้ามีประสบการณ์เช่นเดียวกัน จึงใช้แนวความคิดนี้ในการวางแผนธุรกิจอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายของธุรกิจว่า “อยากให้ทุกๆ คนสามารถปลดปล่อยความเครียดด้วยน้ำหอมของเขา”
ร้านของเขาเปิดในปี 2007 ในยุคที่น้ำหอมยี่ห้อเกาหลีไม่ได้มีความนิยมในกลุ่มลูกค้าในประเทศเลย ลุ่มๆ ดอนๆ ในบางครั้ง เขาใช้เวลาถึง 11 ปี ในการค้นคว้าสูตรต่างๆ เพราะตนเองไม่ได้จบสาขาเคมีและไม่มีที่ไหนเปิดสอน เขาถึงกับเขียนจดหมายไปขอสูตรจากบริษัทผลิตน้ำหอม แต่เรื่องนี้ล้วนเป็นความลับทางธุรกิจไม่มีใครให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งไปเจอบริษัทหนึ่งที่ยินดีให้ความรู้ จึงได้เริ่มจากจุดนั้น บัดนี้ร้านของเขาเป็นที่กล่าวขานเพราะมี “ความพิเศษ”... ร้านของเขาให้บริการผสม “น้ำหอมเฉพาะกลิ่น” เพื่อลูกค้าแต่ละคน เนื่องจากแต่ละคนมีความรู้สึกต่อกลิ่นแตกต่างกัน ดังนั้นไอเดียเรื่อง “กลิ่นหอมประจำตัว” จึงดึงดูดลูกค้าเข้าร้าน และใช้สื่อออนไลน์กับความรู้เดิมด้านการประชาสัมพันธ์มาทำให้สินค้าเป็นที่รู้จัก...
(อ่านต่อฉบับหน้า)







