
กระแสประชาชาติ กระแสประชาชน
การเมืองที่ฝืนกระแสอยู่ยากแน่บนโลกนี้
การเมืองที่ฝืนกระแสอยู่ยากแน่บนโลกนี้
การอภิปรายทางวิชาการในโอกาสครบรอบ 36 ปีของสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมา ในหัวข้อ “การเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ : สถานภาพและแนวโน้ม” วิทยากรประกอบด้วย ผู้ช่วย ศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ ผู้ช่วย ศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ ดร.ขจรศักดิ์ สิทธิ และอาจารย์ ดร.ชัยวัฒน์ ม่านศรีสุข ซึ่งล้วนแต่เป็นอาจารย์ “รุ่นหนุ่ม” ที่เติบโตมาในช่วงที่การเมืองในกลุ่มประชาชาติอาเซียนกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มข้นและน่าสนใจ โดยเฉพาะการสร้างระบอบการเมืองของแต่ละชาติ ที่มีทั้ง “จุดต่าง” และ “จุดร่วม” ซึ่งวิทยากรทุกคนก็พยายามที่จะไม่กล่าวถึง “ระบอบไทย” แต่ถ้าใครได้ฟังในรายละเอียดอย่างเอาใจใส่ ก็จะพบว่าประเทศไทยนั้นอยู่ใน “ความแปลกแยก” ที่อาจจะ “หลงกระแส” หรือพยายามที่จะ “ฝืนกระแส”
ย้อนหลังไปเมื่อ 51 ปีก่อน ประเทศในเอเชียอาคเนย์ 5 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ได้มาร่วมประชุมที่ประเทศไทย เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมร่วมกัน โดยได้เห็นพ้องที่จะรวมตัวกันและจัดตั้งขึ้นเป็น “สมาคมแห่งประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ - Association of Southeast Asian Nations” ที่กำหนดขึ้นโดย “ปฏิญญากรุงเทพฯ - The Bangkok Declaration” ที่ได้มีการลงนามร่วมกันของทั้ง 5 ประเทศนั้น เมื่อวันที่ 8 ส.ค. 2510 แล้วมีพัฒนาการมาเป็นลำดับของการจัดทำข้อตกลงของความร่วมมือในด้านต่างๆ ในรายละเอียด จนพร้อมที่จะรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่เรียกว่า “ประชาคมอาเซียน - ASEAN Community” ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 โดยในระหว่างนั้นได้มีสมาชิกเพิ่มมาอีก 5 ประเทศ เรียงตามลำดับ คือ บรูไน เวียดนาม ลาว
เมียนมา และกัมพูชา
สาระสำคัญ (ที่ผู้เขียนสนใจ) จากการอภิปรายของนักวิชาการรุ่นหนุ่มกลุ่มนี้ก็คือ ประเทศเหล่านี้ได้ “ตกผลึก” ในรูปแบบของระบอบการเมืองค่อนข้างจะชัดเจนและมั่นคงพอควร นั่นก็คือเป็นระบอบที่ทั้งชนชั้นนำและประชาชนของประเทศนั้น “ให้การยอมรับ” หรือ “มีประสิทธิภาพเพียงพอ” ที่จัดการกับปัญหาของประเทศนั้นๆ ได้ ประเทศแรกที่เป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ได้อย่างเป็นอย่างดีก็คือสิงคโปร์ ที่ถึงแม้จะเป็นเผด็จการในรูปแบบของการเลือกตั้งในระบอบรัฐสภา และปกครองโดย “ผู้นำเดี่ยว” มาอย่างยาวนาน แต่ประชาชนก็ “พอใจ” ที่จะอยู่ภายใต้การปกครองในระบอบนั้น
ต่อมาคือ มาเลเซีย ที่เป็นการผสมผสานระหว่างระบอบราชาธิปไตยแบบดั้งเดิมกับรัฐสภาจากการเลือกตั้ง ซึ่งสอดคล้องกับการปกครองแบบสหพันธ์ที่มีมาแต่เดิม รวมถึงพรรคการเมืองแบบ “อัมโน” ที่ครองอำนาจมาหลายสิบปี แต่เมื่อเกิดปัญหาคอร์รัปชั่นและระบอบอัมโนนั้นพยายามปกป้อง ในที่สุดเมื่อมีการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา อดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ มูฮัมหมัด ที่มีอายุกว่า 90 ปี แต่ในการหาเสียงได้ชูประเด็นที่จะ “ปราบคอร์รัปชั่น” โดยมุ่งเป้าไปที่การกวาดล้างบุคคลในกลุ่มที่ครองอำนาจอยู่ จนสามารถชนะการเลือกตั้งได้อย่างถล่มทลาย นี่ก็แสดงว่าระบอบรัฐสภาและการเลือกตั้งของมาเลเซียนี้มีประสิทธิภาพค่อนข้างดี และคงจะให้มาเลเซียพัฒนาไปข้างหน้าอย่างก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น
วิทยากรได้กล่าวในรายละเอียดของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในแต่ละประเทศว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ แม้ว่าบางประเทศจะเป็นเผด็จการคอมมิวนิสต์ อย่างลาวและเวียดนาม แต่เขาก็ใช้ระบบการเลือกตั้ง “ยืนยัน” ความชอบธรรมให้กับผู้ปกครองอยู่อย่างสม่ำเสมอ รวมถึงกัมพูชาที่มีลักษณะที่ออกจะคล้ายกันกับสิงคโปร์ คือ กีดกันพรรคตรงข้ามอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็ยังต้องให้มีการเลือกตั้งเพื่อรับรอง “ความมั่นคง” ของระบอบผู้นำเดียวนั้น ส่วนเมียนมาก็เป็นกรณีของความ “รอมชอม” ที่ทหารพยายามจะ
“เปิดท่อหายใจ” ให้กับประชาชนที่ต่อต้านทหารนั้นมานาน โดยได้ดึงเอาผู้นำประชาชนอย่างอองซานซูจี เข้ามาไว้ภายใต้การกำกับดูแลของทหาร
สำหรับฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพลังของการเลือกตั้งได้สร้างการเปลี่ยนแปลงในทั้งสองประเทศนั้นได้เป็นอย่างมาก คือการโค่นล้ม “ระบอบมาร์คอส” ในปี 2529 รวมถึงการเลือกดูเตอร์เต ในปี 2559 ที่มีบุคลิกภาพค่อนข้างโลดโผน ก็เกิดจากกระแสสังคมในประเทศนั้นเป็นสำคัญ และการผงาดขึ้นของ “ผู้นำคนจน” อย่าง โจโค วิโดโด ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของอินโดนีเซียเป็นคนล่าสุดนี้ ก็เกิดขึ้นจากกระแสของคนอินโดนีเซียที่ต้องการ “การเปลี่ยนแปลง” นั้นเช่นกัน
กรณีสุดท้ายคือบรูไนในระบอบราชาธิปไตยสมบูรณ์แบบ ก็เพราะผู้นำคือกษัตริย์สามารถ “ตอบโจทย์” ของประชาชนได้ดี คือสนองต่อความต้องการในรูปแบบ “รัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ” ได้อย่างเต็มที่ จึงไม่มีกระแสของการเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งเพื่อ “พิสูจน์” รับรอง “ระบอบที่ไม่มีทางเลือก” นั้น
แม้ว่าวิทยากรจะ “เลี่ยง” ที่จะไม่อธิบายถึงการเมืองของไทยว่ามีอะไรที่ “ตกผลึก” แล้วหรือยัง แต่ที่วิทยากรได้บรรยายถึง “ความสำเร็จ” ของทั้ง 9 ประเทศมานั้น ย่อมเปรียบเทียบได้โดยนัย “อ้อมๆ” ว่า การเมืองของไทยยัง“ไปไม่ถึงไหน”
ปัจจัยสำคัญในการที่ทำให้ประเทศเหล่านั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงก็คือเรื่องของ “กระแสประชาชน” ที่ก่อตัวมาเป็นระยะ จนกลายเป็น “กระแสประชาชาติ” คือ ความต้องการของคนทั้งชาติที่กระทำผ่านระบบการเลือกตั้ง หรือ “พลังการโหวต” ที่วิทยากรใช้คำว่า “Vote for Change” เหมือนจะส่งสัญญาณว่า คงจะถึงคราวแล้วที่คนไทยจะแสดงพลังเช่นนั้นบ้าง ซึ่งในความรู้สึกของผู้เขียนที่มองไปถึงการเลือกตั้งของไทยที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็ “ขนลุกซู่” ขึ้นมาทันที เพราะนึกถึงภาพที่คนไทยออกมาลงคะแนนเสียงกันมากๆ แล้วโหวตที่จะ “เอา” หรือ “ไม่เอา” ทหาร ที่หลายคนเชื่อว่าน่าจะเป็น “กระแสประชาชาติ” ที่คนไทยกำลังถกเถียงกันอยู่
นี่แหละคือ “ผลึกก้อนใหญ่” ที่จะเกิดขึ้นกับการเมืองไทย







