
คุมเข้มธรรมาภิบาลแบงก์
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังปรับปรุงมาตรฐานระบบสถาบันการเงินของไทยให้เป็นสากล
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังปรับปรุงมาตรฐานระบบสถาบันการเงินของไทยให้เป็นสากล มีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรองรับความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจ ล่าสุด ธปท.เตรียมที่จะออกหลักเกณฑ์กำกับสถาบันการเงินเพิ่มอีก 2 ฉบับ ในเรื่องของธรรมาภิบาลและการยกระดับการบริหารความเสี่ยง
เกณฑ์ดังกล่าวนี้เป็นการดำเนินการต่อเนื่องจากก่อนหน้านี้ ธปท.ได้เคยประกาศรายชื่อของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ กรุงไทย และกรุงศรีอยุธยา เป็นธนาคารที่มีนัยต่อระบบเศรษฐกิจประเทศ เนื่องจากสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ทั้ง 5 แห่งนี้ หากนำมารวมกันแล้วมีมูลค่าสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศไทยเสียอีก ดังนั้นความแข็งแรงของธนาคารจึงมีผลต่อระบบเศรษฐกิจมาก ธปท.จึงจะต้องกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดอย่างเข้มข้น
การประกาศเกณฑ์กำกับดูแลสถาบันการเงิน 2 ฉบับ ประกอบด้วย หลักเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาลของสถาบันการเงิน และการยกระดับการจัดการและบริหารความเสี่ยงสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ เกณฑ์ธรรมาภิบาลได้กำหนดคุณสมบัติกรรมการและผู้บริหาร
3 เรื่อง ได้แก่ (1) ให้กรรมการอิสระดำรงตำแหน่งต่อเนื่องไม่เกิน 9 ปี โดยจะเริ่มใช้ปี 2565 (2) ผู้จะเป็นกรรมการต้องระบุคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการดำรงตำแหน่ง และ (3) ทบทวนคุณสมบัติกรรมการผู้จัดการหรือประธานเจ้าหน้าที่บริหารทุก 4 ปี
นอกจากนี้ ให้ปรับโครงสร้างโดยยกระดับคณะกรรมการด้านความเสี่ยงให้มีความเป็นอิสระ มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านไอทีอย่างน้อย
1 คน เริ่มใช้ปี 2562 และปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรให้คำนึงถึงความเสี่ยง อีกทั้งจะกำหนดให้สถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลในรายงานประจำปีให้กลไกตลาดตรวจสอบ นอกเหนือจากหลักเกณฑ์การกำกับดูแลด้านการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรม หรือมาร์เก็ตคอนดักต์ เช่น ต้องเปิดเผยข้อมูลการถูกเปรียบเทียบปรับจากการทำผิดกฎของ ธปท. และจากหน่วยงานอื่น
การสั่งการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้มีปัญหา แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้มีการปรับตัวรับหลักเกณฑ์การกำกับดูแลใหม่ เพื่อจะได้ไม่มีผลกระทบอะไรเมื่อมีการปฏิบัติจริง และที่แต่งตั้ง
ใครเป็นคณะกรรมการนานๆ ก็อาจจะไม่ดีต่อการทำงานเพราะเกรงอกเกรงใจกัน
หลักเกณฑ์เหล่านี้จะมีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของธนาคารด้วยที่จะต้องเพิ่มการสำรอง เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงและเงินสำรองหนี้เสียมากกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนด
การกำหนดมาตรฐานใหม่นี้อาจจะดูเหมือน ธปท.ยังไม่ไว้วางใจธนาคารพาณิชย์ว่าระบบงานดีพอ จึงขันนอตเพิ่มลงไป โดยเฉพาะเรื่องการบริหารความเสี่ยง ซึ่งถือเป็นหัวใจของธนาคารพาณิชย์
เชื่อว่า ธปท.จะมีการออกเกณฑ์เพิ่มเติมมาอีก หากเห็นว่าต้องการสร้างมาตรฐานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวจากนี้ไปจะมีมาตรการใดอีก
เรื่องนี้ถือเป็นเครดิตของ ธปท.ที่ทุกภาคส่วนไว้วางใจไม่ว่าจะดำเนินมาตรการใดๆ จะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งในอีกด้านหนึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันให้ ธปท.ต้องคิดเรื่องการออกมาตรการให้รอบคอบ แม้จะมีผลกระทบต่อราคาหุ้น ต่อผู้ถือหุ้นก็ต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน







